วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

6 ขั้นตอนการเรียนรู้วิชาศิลปศึกษา

6 ขั้นตอนการเรียนรู้วิชาศิลปศึกษา  

         ในคำอธิบายรายวิชาจะเขียนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถแยกออกมาให้เห็นขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้วิชาศิลปศึกษาได้ 6 ขั้นตอน  ดังนี้

          ขั้นตอนที่  1  ศึกษาสังเกตสิ่งแวดล้อม  ได้แก่  สังเกตสิ่งที่มีในธรรมชาติ (มนุษย์ สัตว์ พืช)  และสังเกตสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น (วัตถุสิ่งของต่าง ๆ   ศิลปะไทย ศิลปะท้องถิ่น ศิลปะสากล เป็นต้น)  ขั้นแรกนี้ฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต  เป็นนักค้นคว้า นักสำรวจ  สนใจสิ่งที่อยู่รอบตัว  เรียกขั้นตอนนี้ว่าเป็นขั้นตอนของการแสวงหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะ   เช่น  เด็กบางคนชอบภาพทิวทัศน์ภูเขา  ทิวทัศน์ทะเล   ชอบดอกไม้   ชอบสัตว์เลี้ยง  ชอบสัตว์ชนิดต่าง ๆ ในสวนสัตว์  ชอบยานพาหนะชนิดต่าง ๆ   เป็นต้น  หรือจะเป็นชอบกิจกรรมประเพณีของท้องถิ่น   การร่ายรำประจำภูมิภาค  เป็นต้น   สิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจให้เด็ก  และถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะเด็กในรูปแบบต่าง ๆ ได้

          ขั้นตอนที่  2  ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการออกมาเป็นงานศิลปะในรูปแบบ เทคนิค และเรื่องราวต่าง ๆ  ฝึกการแสดงออกโดยผ่านทางศิลปะ  เพื่อพัฒนาอารมณ์  สุนทรียภาพ  การรับรู้ความงาม  การแก้ปัญหาในการสร้างสรรค์  พัฒนาความคิดสร้างสรรค์   ถ้าเพียงแต่คิดแล้วไม่ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะก็ไม่ถือว่าความคิดนั้นเป็นศิลปะ   ฉะนั้น  ขั้นตอนของการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดนี้จึงเป็นขั้นที่สำคัญมาก  และการถ่ายทอดหรือการปฏิบัติงานศิลปะเป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านศิลปะของผู้เรียนด้วย   เช่น   พฤติกรรมชอบวาดรูประบายสี   ชอบประดิษฐ์ด้วยกระดาษ  ชอบปั้นดิน   ชอบแกะสลัก   ชอบถักทอ   เป็นต้น  พฤติกรรมที่แสดงให้เห็นนี้หากได้รับการบ่มเพาะที่ดีจะสร้างเสริมลักษณะนิสัยความเป็นนักประดิษฐ์ให้กับเด็ก  

          ขั้นตอนที่  3  อภิปรายผลการปฏิบัติและผลของความรู้สึกของตนเองเมื่อได้ทำงานศิลปะ   เช่น  ความสนุกสนานเพลิดเพลิน  ความชื่นชมในผลงานทั้งผลงานของตนเองและของผู้อื่น   การอธิบายถึงกระบวนการทำงาน   การแก้ปัญหาการทำงานของตนเอง   บอกถึงระดับความพึงพอใจในผลงานที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้น   ขั้นตอนนี้จะทำให้เกิดความคิดแตกแขนง  อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากระบวนการคิด  ความคิด และการพัฒนาผลงานของตนเองในโอกาสต่อไป   อีกทั้งยังเป็นการฝึกวิเคราะห์ความรู้สึกภายในใจของตนเอง  ฝึกตัดสินใจในการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ชัดเจนว่าคิดอย่างไร คิดถึงอะไร  นอกจากนั้นยังเป็นขั้นตอนที่เด็กจะได้ฝึกการพูดคุยถึงความรู้สึกนึกคิดของตนอย่างเปิดเผย เป็นการคลายความตึงเครียดในสมอง  ทำให้จิตใจสดชื่น และฝึกการเข้าสังคมด้วย

          ขั้นตอนที่  4  วิจารณ์งานศิลปะ    คือ   การพูดถึงงานศิลปะอย่างมีหลักการ  ขั้นตอนนี้เป็นการฝึกเด็กให้รู้จักวิจารณ์งานอย่างมีหลักเกณฑ์ทางศิลปะ  ฝึกมารยาทในการวิจารณ์งานศิลปะ   ฝึกการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น    รู้จักให้กำลังใจ     ฝึกยอมรับผลงานของผู้อื่น  เรียนรู้ศิลปะอย่างละเอียดถี่ถ้วน    เกิดความเข้าใจในขั้นตอนการทำงาน  วิธีการแก้ปัญหาทางความคิด  การคัดเลือกวัสดุ  การประสานสัมพันธ์ขององค์ประกอบศิลป์    เด็กประถมศึกษากำลังเรียนรู้การทำงานศิลปะร่วมกัน แต่ละคนย่อมีฝีมือ และความเข้าใจที่ไม่เท่ากัน  ดังนั้น  การพูดถึงงานของเพื่อนร่วมชั้นด้วยวาทะศิลป์ที่ดีจะเป็นกำลังใจให้แก่กันและกัน  และเป็นการสร้างมิตรภาพ   การสอนให้เด็กรู้จักวิจารณ์งานศิลปะจะช่วยส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ที่มีความรักในการทำงานศิลปะ รู้จักชื่นชมงานศิลปะ  เป็นผู้บริโภคงานศิลปะที่มีคุณภาพ  นับเป็นการสร้างชาติไทยของเราให้วิวัฒนาสืบไป

          ขั้นตอนที่  5  รู้จักแก้ไขข้อบกพร่อง   เป็นขั้นตอนที่ฝึกเด็กให้รู้จักยอมรับความสามารถของตนเองและรู้จักพัฒนาตนเองอย่างถูกวิธี  เมื่อผู้เรียนผ่านขั้นตอนการวิจารณ์งานศิลปะได้ย่อมมองเห็นข้อบกพร่องและรู้วิธีแก้ปัญหาในการสร้างสรรค์งาน   ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ผู้เรียนพร้อมที่จะแก้ไขเพื่อพัฒนางานและเพิ่มความชำนาญให้กับตนเอง  นอกจากนั้นยังช่วยให้เด็กได้เห็นถึงความเป็นตัวตนของตนเองว่าชอบที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างจริงจังเพียงใด   มากพอที่จะคิดสานต่อเพื่อเรียนในสายนี้ให้สูงขึ้นจนเป็นอาชีพในฝันในอนาคตหรือไม่    หรืออาจจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและเป็นผู้ที่จะคอยให้การสนับสนุนการสร้างสรรค์งานของศิลปินในอนาคตก็เป็นได้

          ขั้นตอนที่  6  จัดนิทรรศการ   เป็นขั้นตอนการเผยแพร่ผลงานศิลปะสู่สาธารณะ  ที่ฝึกให้เด็กรู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม   รู้จักพัฒนารสนิยมทางศิลปะ  ตระหนักในคุณค่าแห่งสุนทรียะของงานศิลปะ  รู้จักนำเสนอผลงานศิลปะต่อสาธารณชน  อันจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในความสามารถทางศิลปะของตนเอง   และเก็บความทรงจำดี ๆ นี้เล่าต่อพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง  หรือลูกหลานของตนในภายหน้า   อีกทั้งยังสามารถนำมาเขียนประวัติส่วนตัว (Portfolio) เพื่อใช้สมัครสอบในระดับที่สูงขึ้น หรือสมัครงานในสายนี้ได้ด้วย

          ในความเป็นจริงแล้ว  นอกจากการเรียนรู้วิชาศิลปะในระดับประถมศึกษาจะเป็นไปตามลำดับขั้นตอนดังกล่าวนี้แล้ว   ในการเรียนสายวิชาศิลปะหรือการออกแบบในระดับที่สูงขึ้น   อย่างระดับมัธยมศึกษา  อาชีวศึกษา  และโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาก็ใช้ขั้นตอนการเรียนรู้ในแบบเดียวกันนี้อีกด้วย   เห็นแล้วใช่มั๊ยล่ะคะว่า  การเรียนวิชาศิลปะมีคุณค่าต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากแค่ไหน   ใครสนใจจะเรียนต่อสายนี้ก็อย่าลังเล  ตัดสินใจได้เลยค่ะ

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...