วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564

          การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง  โดยการสร้างส่วนประกอบบางส่วนให้แตกต่างไปจากส่วนอื่นๆ เช่น

ภาพมีเนื้อที่ของความแตกต่างมากกว่าเนื้อที่ของความเหมือนกัน 

การสร้างทิศทางของรูปให้มารวมกัน ณ จุดที่แตกต่างกัน

การใช้รูปที่มีขนาดใหญ่กว่าแต่มีจังหวะคล้ายส่วนประกอบย่อย

การใช้สีที่มีขอบเขตแตกต่างจากส่วนอื่นๆ

การใช้สีสดตัดกัน ณ จุดตัดที่อยู่บริเวณซ้ายของภาพ 

การเน้นด้วยจังหวะของเส้น หรือพื้นผิวที่แตกต่างเร้าใจไปจากห้วงบริเวณที่มีแต่จังหวะซ้ำซาก

          ภาพในตัวอย่างเป็นการเน้นด้วยความแตกต่างระหว่างค่าน้ำหนักขาวดำ หรือความสว่างและความมืด นอกจากนั้น การเน้นยังสามารถเน้นได้ด้วยทิศทาง เช่น ทิศทางในแนวของเส้นตั้ง เส้นนอน และเส้นเฉียง เป็นต้น






การเน้นทำให้เกิดเป็นจุดเด่นหรือจุดสนใจของภาพ เมื่อมีจุดเด่นก็ต้องมีจุดรอง จุดที่ด้อยกว่าจะเป็นส่วนเสริมทำให้จุดเด่นหรือจุดที่เน้นนั้นดูเด่นขึ้น น่าสนใจก็ส่วนอื่นๆอย่างชัดเจน ส่วนประกอบของภาพที่ได้รับการเน้นจะเกิดเป็นจุดสนใจ (interest point) หรือจุดเด่น หมายความว่า ในทันทีที่เราเห็นภาพ เราจะเห็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งแรก ส่วนสิ่งประกอบอื่นๆ จะมองเห็นเป็นลำดับรองลงมา ด้วยเหตุที่อาจจะมีขนาดเล็กกว่า มีน้ำหนักน้อยกว่าหรือเลือนลาง มีความชัดเจนของขอบรูปทรงน้อยกว่า  หรืออยู่ในบริเวณที่ไม่สะดุดตา  เป็นต้น

          การเน้นที่ทำให้เกิดจุดเด่นหากเปรียบเทียบกับสังคม จุดที่ดูโดดเด่นเป็นที่สนใจ อาทิกลุ่มบุคคลของประชาชน เช่น กลุ่มผู้บริหารประเทศ ผู้นำ ดาราชั้นนำ  นักกีฬาทีมชาติ  ทีมแพทย์พยาบาลและทีมงานที่ช่วยประชาชนยามวิกฤตเกิดโรคระบาดโควิด-19 เป็นต้น  ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสังคมมีผู้คนทั่วไปเป็นจำนวนมากกว่ากลุ่มบุคคลที่เป็นจุดเด่นนี้  จึงกล่าวได้ว่าการใช้หลักการจัดองค์ประกอบศิลป์โดยมีการเน้นหรือการสร้างจุดเด่น จุดรองนี้ก็เป็นหลักการเดียวกับการใช้ชีวิตปกติในสังคมทุกสังคม  ศิลปินผู้ชาญฉลาดจะหาวิธีการนำองค์ประกอบศิลป์หรือทัศนธาตุ อาทิ จุด เส้น สี รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว พื้นที่ว่าง ค่าน้ำหนักมาจัดวางให้มีการเน้นเป็นพิเศษ  ภาพผลงานใดมีจุดเด่นที่ชัดเจนจะทำให้ผลงานมีสุนทรียภาพมากขึ้น 

 

ขอบคุณภาพจาก pixabay

ภาพลิงและผู้หญิง มีการเน้นด้วยการใช้ทิศทางของสายตาระหว่างกัน มีแสงสว่างในระหว่างกันตรงนั้นทำให้เกิดจุดเด่น สื่อสารอารมณ์ความรู้สึกถึงกัน

ขอบคุณภาพจาก pixabay

ภาพหญิงสาวถือดอกไม้ในมือ และเพื่อนๆ ในกลุ่มต่างก็ส่งสายตามุ่งมองมาที่ดอกไม้นั้นเช่นกัน  เป็นการใช้ทิศทางของการมองพุ่งตรงไปที่ดอกไม้  จึงเกิดการเน้นที่ทำให้เกิดจุดสนใจ ณ จุดจุดเดียวกัน นั่นก็คือ ดอกไม้แสนสวยนั่นเอง 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ความขัดแย้งในงานศิลปะ

ความขัดแย้งในงานศิลปะ  

          ความขัดแย้งหรือการตัดกันหรือการขัดกัน (Contrast) หมายถึง การนำความแตกต่างมาใช้ในการจัดองค์ประกอบ (Composition)   ซึ่งหากนำมาใช้ให้พอเหมาะจะแก้ปัญหาความน่าเบื่อหน่ายซ้ำซากขององค์ประกอบนั้นได้  ความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความกลมกลืน  

     

ภาพแสดงความขัดแย้งของน้ำหนักขาวและดำ

          ภาพที่เห็นทั้งสองภาพนี้เป็นการจัดภาพให้ขัดแย้งกันมากจนขาดความพอดี  ทำให้ภาพขาดเอกภาพ  ภาพซ้ายลงน้ำหนักสีดำมีปริมาณครึ่งหนึ่งของค่าน้ำหนักสีขาว  ขาวและดำมีพื้นที่ใกล้เคียงกันมาก  เกิดความรู้สึกขัดแย้งกันอย่างรุนแรง 

ส่วนภาพคนที่ใช้วงกลมหลายวงมาต่อตัวกันจะเห็นว่ามีค่าน้ำหนักของรูปน้ำหนักขาวแปลกแยกจากรูปค่าน้ำหนักดำอย่างเห็นได้ชัด  ทำให้ขาดเอกภาพของภาพ เนื่องจากมีความขัดแย้งของน้ำหนักของรูปทรงอย่างรุนแรง

ความขัดแย้งทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด หงุดหงิด  ไม่สบายใจ  เห็นความแปลกแยกของบางสิ่งโดดขึ้นมาอย่างชัดเจน  ไม่ลงตัวกับภาพรวม  ความขัดแย้งต้องใช้ให้พอดีจึงจะเกิดความงดงาม


ภาพแสดงความขัดแย้งที่พอดีของค่าน้ำหนักขาวและดำในรูปทรงโค้ง

          ภาพที่เห็นทั้งสองภาพนี้เป็นการจัดภาพที่มีความขัดแย้งกันไม่มากนัก  ทำให้ภาพยังคงมีเอกภาพ  ภาพรูปทรงโค้งขนาดเท่าๆ กันวางต่อเนื่องกัน น้ำหนักเข้มมีจำนวนน้อยกว่าน้ำหนักอ่อน  จัดวางเป็นจังหวะสลับกันเพื่อให้เกิดความขัดแย้งของค่าน้ำหนัก   แต่ยังคงทำให้ภาพมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน แถมเกิดความโดดเด่นเพราะมีจุดชัดเจนอีกด้วย  เนื่องจากการขัดแย้งที่ไม่รุนแรง มีความพอดีในภาพรวม  ทำให้ภาพมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่จืดชืดหรือนิ่ง ๆ


      ภาพแสดงความขัดแย้งที่พอดีของค่าน้ำหนักขาวและดำในรูปทรงกลม

          ภาพวงกลมจัดภาพซ้ายขวาเหมือนกันในพื้นที่ส่วนใหญ่ ตรงกลางจัดเป็นรูปทรงเหลี่ยม  ซึ่งเป็นรูปทรงแข็งกระด้างขัดแย้งกับรูปทรงกลมซึ่งอ่อนหวาน      แต่เนื่องจากรูปทรงเหลี่ยมมีพื้นที่ปริมาณน้อยไม่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง  ทำให้ภาพยังคงความเป็นเอกภาพอยู่     รูปทรงเหลี่ยมที่มีน้อยท่ามกลางรูปทรงกลมซึ่งเป็นรูปทรงส่วนใหญ่เกิดความเป็นเด่นขึ้นในภาพ   ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในบทความหน้า 

ภาพแสดงการใช้สีและน้ำหนักขัดแย้งกัน

ขอบคุณภาพจาก pixabay 

          ภาพตัวอย่างใช้สีตัดกันอย่างแท้จริง 1 คู่ คือ  สีแดงกับสีเขียว  โดยใช้สีใกล้เคียงกับสีเขียวคือสีเหลืองมาเป็นสีเบรกลดความขัดแย้งหรือการตัดกันอย่างรุนแรง  และเสริมทัพด้วยรูปทรงดาวเป็นฉากหลังสีขาวตัดกับภาพคนตัดเส้นสีดำเป็นการใช้ค่าน้ำหนักเข้มและอ่อนตัดกันอีก 1 คู่   ด้วยความแรงของความขัดแย้งทั้ง 2 คู่  ทำให้ภาพสื่อสารความแรง ความทรหดของชายหนุ่มในภาพ 

    กล่าวโดยสรุป  ความกลมกลืนในงานศิลปะช่วยให้เกิดความรู้สึกสุขสบาย แต่ความสนุกจะน้อยกว่าความขัดแย้งที่ยังคงความเป็นหนึ่งเดียวกันในงานศิลปะ หากศิลปินใช้ความขัดแย้งที่ไม่มากนักจะช่วยให้ผลงานนั้นมีชีวิตชีวามากขึ้น  เหมือนธรรมชาติของสังคมย่อมมีความคิดความเห็นขัดแย้งกัน แต่ก็ต้องเอื้อต่อการพัฒนาร่วมกันจึงจะเกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสังคมนั้น แต่เมื่อสังคมใดมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงสังคมนั้นย่อมล่มสลายในที่สุด    ประชาชนหาความผาสุขใดไม่ได้  "ศิลปะใดแสดงความขัดแย้งขององค์ประกอบศิลป์อย่างรุนแรง ผู้ชมไม่อาจทนดูได้นานเพราะทำให้เกิดความอึดอัดขัดใจ  สุดท้ายก็ต้องเดินออกจากงานไปอย่างรวดเร็ว" 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

ความกลมกลืนในงานศิลปะ

 ความกลมกลืนในงานศิลปะ   

          ความกลมกลืนในงานศิลปะ (Harmony in Art Work)   หมายถึง  การประสานสัมพันธ์กัขององค์ประกอบศิลป์ เป็นความพอเหมาะในงานออกแบบที่ดูแล้วสร้างความพอใจไม่ขัดตา ดูแล้วไม่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดใจ สั่นครอนในจิตใจให้หวั่นไหวพรั่นพรึง  ความกลมกลืนจะนำมาใช้ในงานศิลปะเพื่อให้ผลงานศิลปะชิ้นนั้นมีเอกภาพหรือมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Unity) 

          ความกลมกลืนเป็นสภาวะธรรมในธรรมชาติ  เราจะสังเกตเห็นว่า ในระบบนิเวศมนุษย์ สัตว์นานาชนิด พืชนานาพรรณสามารถอยู่ร่วมกันได้แม้มีความแตกต่างกัน  หากกล่าวถึงสัตว์เลี้ยง บางบ้านที่เลี้ยงสัตว์ต่างสายพันธุ์ อาทิ เลี้ยงลูกสุนัขไว้กับลูกแมว มีลูกไก่ มีลูกสุกร วิ่งเล่นเด้วยกัน กินอาหารด้วยกัน การเลี้ยงและให้สัตว์เหล่านั้นเติบโตมาด้วยกันเขาจะมีความคุ้นเคยกัน รู้จักกัน และเป็นเพื่อนเล่นกันแม้จะต่างสายพันธ์กันก็ตาม   นี่เรียกว่า มีความเป็นอยู่กลมกลืนจนกลมเกลียวเป็นเอกภาพเดียวกัน   หากกล่าวถึงพืช ต้นไม้ต่างสายพันธุ์ก็อยู่ร่วมกันได้ อาทิ ต้นไม้ใหญ่ มีต้นกาฝากเกาะเกี่ยวฝากชีวิตไว้กับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง มีต้นไม้น้อยใหญ่รายล้อม ให้ไม้เลื้อยได้เกี่ยวกระหวัดรัดพันให้ชีวิตแก่มัน   อย่างนี้เป็นต้น

          การประสานกลมกลืนในลักษณะที่มีองค์ประกอบเหมือนๆ กัน นิยมนำมาใช้ในงานออกแบบลายผ้า ลายกระเบื้อง  ลายฝาผนัง  หรืองานกราฟิกอื่นๆ เป็นต้น 

              

   ความกลมกลืนของตัวเอ็ม      ความกลมกลืนของวงกลม

ศิลปะเกิดจากความคิดของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ     ก็ย่อมถ่ายทอดสภาวะธรรมชาตินี้ออกมาเป็นธรรมดา   การนำองค์ประกอบศิลป์ อาทิ  การนำสี มาสร้างความกลมกลืนในภาพ  ย่อมทำได้โดยการใช้สีสีเดียวหลายค่าน้ำหนักสร้างมิติตื้นลึก  หรือการนำสีใกล้เคียงในวงจรสี เช่น สีแดง มีสีใกล้เคียงคือสีส้มแดง สีส้ม สีเหลือง   สีม่วงแดง มาใช้สร้างบรรยากาศโดยรวมของผลงานให้เป็นสีอุ่นหรือสีร้อน   


                               สีเดียวหลายค่าน้ำหนักสร้างมิติ             

                ขอบคุณภาพจาก pixabay                  



                                                          ภาพสีร้อน      

          อย่างไรก็ตาม  ความกลมกลืนไปทั้งหมดของผลงานศิลปะบางชิ้นอาจดูไม่เร้าใจเพราะมีความกลมกลืนจนขาดความตื่นเต้น  หากผลงานมีจุดประสงค์จะสร้างความกระตุ้นเร้าความรู้สึกมีชีวิตชีวา ย่อมต้องอาศัยการจัดวางองค์ประกอบของศิลปะที่มีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง หากแต่ต้องไม่ขัดแย้งกันจนขาดความเป็นหนึ่งเดียวกัน  

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564

สัดส่วนในงานศิลปะ

สัดส่วนในงานศิลปะ       7 มิถุนายน 2564

          สัดส่วน (Proportion)   มีความเกี่ยวข้องกับขนาด  การสมส่วนหมายรวมไปถึงความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมกลมกลืนของสี แสง เงา จุด เส้น รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว และพื้นที่ว่าง องค์ประกอบศิลป์ทั้งมวลต้องได้สัดส่วนสัมพันธ์กันดีจึงจะเกิดความงามในผลงานศิลปะนั้น ๆ   สัดส่วนที่ว่าสวยงามมีความเหมาะสมนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อของคนในแต่ละสังคมด้วย เช่น สังคมกรีกโรมันโบราณ (ภาพที่ 1) สังคมนักกีฬาซูโม่ชาวญี่ปุ่น (ภาพที่ 2)  สังคมนักออกกำลังกายผู้รักสุขภาพ (ภาพที่ 3) เป็นต้น

สมัยกรีกโบราณมีความเชื่อว่ามนุษย์มีความงามมากที่สุดในโลก เพราะมีสัดส่วนที่เหมาะสมที่สุด  ความเชื่อนี้ปรากฏในศิลปะกรีก ศิลปะโรมัน ศิลปะนีโอคลาสสิคซึ่งคลั่งไคล้หลงไหลในศิลปะกรีกและโรมันแล้วศึกษาและฟื้นฟูศิลปะโบราณนี้ขึ้นมาอีกครั้ง


ภาพที่ 1 เทพวีนัส

ขอบคุณภาพจาก pixabay

ศิลปะโบราณ อันมีความเชื่อว่าสรีระของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชายนั้นล้วนแต่มีความงดงามมากที่สุดในโลก เพราะมีขนาดสัดส่วนแต่ละองค์ประกอบของร่างกายมีความสัมพันธ์พอเหมาะพอดี   ในภาพเป็นประติมากรรมสลักหินอ่อนเทพเจ้าวีนัส 


ภาพที่ 2 ซูโม่

ขอบคุณภาพจาก pixabay

ซูโม่เป็นชื่อเรียก กีฬาการต่อสู้ของลูกผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่นักกีฬาจะมีรูปร่างสัดส่วนอ้วนใหญ่และแข็งแรงเป็นสัดส่วนของร่างกายที่มีความพอดีกับความแข็งแรงของร่างกาย  


ภาพที่ 3 นักออกกำลังกายผู้รักสุขภาพ

ขอบคุณภาพจาก pixabay

สัดส่วนของผู้ชายที่ออกกำลังกายเน้นสัดส่วนของกล้ามเนื้อที่ชัดเจน มีความงามของสัดส่วนที่เหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไป ทำให้เกิดความงดงามของสรีระและดึงดูดใจผู้อื่น

      สัดส่วนในภาพที่ 4 เป็นสัดส่วนของรูปและพื้น (figure and ground)  ภาพซ้ายสัดส่วนของพื้นขาวมากกว่ารูปทรงโค้งตารางสีขาวสลับดำ ทำให้เห็นว่าโค้งตารางสก็อตนั้นดูโดดเด่นขึ้น    ภาพขวาสัดส่วนของพื้นดำมากกว่าพื้นขาว ทำให้เห็นว่าสีขาวเป็นเหมือนแสงสว่างเด่นขึ้นชัดเจน  

    

(ซ้าย)                                                      (ขวา)

ภาพที่ 4 สัดส่วนของรูปและพื้น 

          สัดส่วนในภาพที่ 5 เป็นสัดส่วนของรูปทรง ภาพรูปทรงเส้นโค้งแสดงรูปทรงขนาดเท่ากัน  เกิด pattern ที่ซ้ำๆ  สิ่งนี้สามารถนำมาประยุกต์ออกแบบลวดลายผ้า ลวดลายขอบหน้าต่าง ลวดลายพื้นกระเบื้อง เป็นต้น   ภาพวงกลมเรียงต่อเนื่องกันแสดงรูปทรงของขนาดวงกลมที่ต่างกัน เกิด pattern ที่ซ้ำเป็นจังหวะใหญ่สลับกับเล็ก ขาวสลับกับดำ 


   
ภาพรูปทรงเส้นโค้งต่อเนื่องสลับ


      ภาพวงกลมวางต่อเนื่องกัน

ภาพที่  5  สัดส่วนของรูปทรง 

          สรุป สัดส่วนสามารถสื่อสารความรู้สึกถึงความเคลื่อนไหว เมื่อเรามองสัดส่วนของตัวอย่างทั้งหมดที่ยกมานี้  จะเห็นว่าแต่ละภาพเหมือนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ มิได้หยุดนิ่ง ๆ กับที่ เกิดภาพลวงตา (Illusion)  นี่คือความท้าทายที่สนุกสำหรับนักสร้างสรรค์ หากรู้จักใช้หลักของการจัดวางสัดส่วนขององค์ประกอบศิลป์   ท่านล่ะ เป็นผู้ที่สนใจจะลองสร้างสรรค์มั๊ย  เมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว   ลองนำไปใช้สร้างภาพดูนะคะ

          “สัดส่วนทองคำ” ก็เป็นอีกความรู้หนึ่งที่ผู้ทำงานศิลปะ หรืองานออกแบบควรทราบ  หากผู้อ่านสนใจ  ขอแนะแนะคลิกดูคลิปวิดีโอให้ความรู้คลิปนี้ค่ะ

     https://www.youtube.com/watch?v=kvyAj3bltpI

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE 

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ดุลยภาพในงานศิลปะ

ดุลยภาพในงานศิลปะ

"ดุลยภาพเป็นธรรมชาติ มี 2 แบบคือ 

แบบสมมาตรและแบบอสมมาตร"


          ดุลยภาพ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง  หากธรรมชาติผิดปกติไปจะทำให้เกิดการขาดดุลภาพหรือขาดความสมดุล เช่น ภาวะแล้งคือ ขาดสมดุลระหว่างความร้อนกับความชื้น  ภาวะเครียด คือ ขาดสมดุลระหว่างความสุขกับความทุกข์   ในการสร้างสรรค์งานศิลปะก็นำหลักการของธรรมชาติมาใช้ คือหากผลงานศิลปะชิ้นใดมีความสมดุล ผู้ชมจะเกิดความปีติสุข อิ่มเอมเมื่อได้ชมผลงานเหล่านั้น  คำกล่าวของผู้เขียนจริงหรือไม่ท่านลองชมงานศิลปะชั้นเยี่ยมดู  

ดุลยภาพ หรือความสมดุล (อ่านว่า สม-ดุน  หรือ สะ-มะ-ดุน)  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Balance  หมายถึง ความเท่ากันหรือการถ่วงเพื่อให้เกิดความเท่ากัน  การเท่ากันในงานศิลปะ  มี 2 แบบ

ดุลยภาพที่เท่ากัน   มี 2 แบบ คือ  การเท่ากันเพราะเหมือนกันทั้งสองด้านหรือโดยรอบของภาพ   กับการเท่ากันเพราะมีความคล้ายคลึงกัน

ดุลยภาพที่เท่ากันด้วยความรู้สึก หมายถึง การเท่ากันแบบวัตถุที่เห็นนั้นมีจำนวน มีการกินระวางพื้นที่ไม่เท่ากัน สองข้างซ้ายขวาหรือบนล่างของวัตถุไม่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน    แต่มันสื่อความรู้สึกได้ว่าเท่ากัน  เป็นความเท่ากันในความรู้สึกของทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้ชมงานศิลปะ

ดุลยภาพที่เท่ากัน ดุลยภาพแบบสมมาตร ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Symmetrical Balance  ส่วนมากจะเป็นซ้ายขวาเท่ากันหรือคล้ายกัน  เช่น  ร่างกายของมนุษย์ปกติ  ร่างกายของสัตว์ปกติ ปกติคือไม่พิการ ร่างกายสองซีกแม้ไม่เหมือนกันทีเดียว หากสังเกตจะเห็นว่าขนาด สีผิว ใกล้เคียงกันมากจนดูเผิน ๆ จะเห็นว่าเหมือนกันทุกประการ   ดุลยภาพที่เท่ากันในงานศิลปะที่เห็นได้ชัดเจนง่าย ๆ ได้แก่  งานสถาปัตยกรรม อาทิ โบสถ์ วิหาร  เราจะเห็นประตู หน้าต่าง หน้าบัน หน้าจั่ว  บันใด  ซ้ายขวาเท่ากันเหมือนกัน  ตัวอาคารโบสถ์ วิหารก็ออกแบบให้ซ้ายขวาเหมือนกันเท่ากัน   ตัวอย่างในภาพ เป็นสถาปัตยกรรมไทย วัดเบญจมบพิตร (ภาพบน) และโบสถ์เก่าของศาสนาคริสต์ (ภาพล่าง)  จะเห็นความงดงามของดุลยภาพที่เท่ากัน แสดงไว้ซึ่งความน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่ง

   ภาพบน

ภาพล่าง

ขอบคุณภาพจาก pixabay

การสื่อสารความรู้สึก ดุลยภาพที่เท่ากันสื่อสารความรู้สึกถึงความมั่นคง สงบเย็น  สง่างาม  โอ่อ่า  น่าเชื่อถือ  น่าเลื่อมใสศรัทธา  น่าเคารพ  ความชัดเจนในความรู้สึกความสบายภายในใจ   เมื่อเทียบกับอารมณ์ของมนุษย์ มนุษย์ผู้ใดมีอารมณ์คงเส้นคงวาเสมอต้นเสมอปลาย  ก็เป็นที่ไว้วางใจและเชื่อใจของคนใกล้ชิดและคนรอบข้าง 


ดุลยภาพที่เท่ากันด้วยความรู้สึก                                                            หรือดุลยภาพแบบอสมมาตร  ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า 

Asymmetrical Balance   หมายถึง ความสมดุลที่ไม่เท่ากันอย่างแท้จริง  เห็นได้กับตาว่าซ้ายขวาหรือบนล่างหรือจะมองโดยรอบแล้วก็ไม่มีความเหมือนหรือคล้ายกัน  แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับดุลยภาพที่เท่ากัน ดังกล่าวในย่อหน้าที่แล้ว 

ดุลยภาพแบบนี้เป็นความฉลาดของศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะที่แม้จะทำให้วัตถุมีรูปร่าง รูปทรง สีสัน พื้นที่ว่าง หรือองค์ประกอบศิลป์ใด ไม่เหมือนกัน  แต่ยังคงความรู้สึกได้ว่าผลงานศิลปะนั้นไม่เสียสมดุล  เกิดสมดุลในความรู้สึกภายในใจ  และพกพาความสนุกสนาน เร้าใจมาสู่หัวใจผู้ชมให้กระชุ่มกระชวยขึ้นด้วย

การสื่อสารความรู้สึก  ดุลยภาพที่ไม่เท่ากันนี้ สื่อสารความรู้สึกถึงความท้าทาย คลื่นในสมองกระเพื่อม ตื่นด้วยความงุนงง สงสัยให้เกิดการพิจารณา  ไม่นิ่งสงบ ไม่เยือกเย็นเชื่องช้า  แต่เต็มไปด้วยความพิสวงของประสบการณ์เปิดมิติในความรู้สึก  

ภาพแรกเป็นภาพเรือในท้องทะเล  จะเห็นว่าเรือกลุ่มหนึ่งจอดอยู่ด้านซ้ายมือ ด้านขวาเป็นพื้นที่ว่างเวิ้งว้างของทะเล น้ำหนักภาพจะหนักอยู่ด้านซ้าย แต่ผู้ดูกลับไม่รู้สึกหนักเพราะการผ่อนคลายสายตาไปยังพื้นที่ว่างอันงดงามนั้น  เกิดความรู้สึกสมดุลใจหัวใจ ทำให้สดชื่นมากกว่าความอึดอัด      

ภาพที่สองเป็นภาพสีน้ำ มีประตูบานใหญ่อยู่ด้านซ้าย ดูเหมือนจะหนักข้างนี้ แต่ศิลปินกลับใช้หน้าต่างบานเล็กกว่าด้านขวาและมีกระถางต้นไม้มีดอกไม้สวยงามประกอบกันทำให้ภาพนี้รู้สึกเกิดดุลยภาพได้อย่างน่าฉงน 

  ภาพที่ 1

 ภาพที่ 2

ขอบคุณภาพจาก pixabay

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE



การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...