วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564

สุนทรียธาตุ

สุนทรียธาตุ   15/04/2021

ในวิชาศิลปะผู้สอนไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง  “ความงาม”  ได้เลย

เพราะการวัดผลและประเมินผลงานมักเน้นไปที่สวยมากได้คะแนนมาก สวยน้อยได้คะแนนน้อย  และผู้สอนมักถูกตั้งคำถามเสมอว่า  สวยคืออะไร  แบบไหนที่เรียกว่าสวย  สวยมากสวยน้อยเกิดจากอะไร  ผู้เรียนมักเห็นแย้งกับผู้สอนหากไม่มีคำอธิบายในเรื่องนี้ซึ่งในความเป็นจริง ผู้สอนที่เรียนทางสายนี้ย่อมมีประสบการณ์ทางสุนทรียะสูง  ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าในเรื่องนี้ย่อมต้องอาศัยเวลาสร้างสมประสบการณ์ ความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งคำอธิบายใด ๆ ก็สู้มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้

คำว่า “ความงาม” ในวิชาสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) หรือวิชาว่าด้วยความงาม  มีนักปรัชญาได้อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง ชวนขบคิด  สุนทรียศาสตร์เป็นแขนงหนึ่งในวิชาปรัชญา (Philosophy) เป็นปรัชญาประยุกต์  

คำว่า “ความงาม”  ไม่สามารถแทนคำว่า สุนทรียะได้เนื่องจาก คำว่า “สุนทรียะ” มีความหมายกว้างขวางกว่า อันรวมไว้ซึ่ง คำว่า ความงามด้วย  ก็คือ คำว่าความงามเป็น sub-set ของคำว่า สุนทรียะนั่นเอง   นักปรัชญาสายสุนทรียศาสตร์ใช้คำว่า  “Aesthetic” แทนคำว่า  “beauty

สุนทรียธาตุ  คือองค์ประกอบของสุนทรียะ  นักปรัชญามีความเห็นว่าสุนทรียธาตุเป็นคุณสมบัติของศิลปกรรมและธรรมชาติ    นั่นหมายความว่า  สุนทรียธาตุปรากฏตัวอยู่ในความงามตามธรรมชาติ  (natural beauty)    และความงามในงานศิลปกรรม (artistically beauty) 

ธรรมชาติ  หมายถึง  สิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น (ในสายความเชื่อพระเจ้า)  ธรรมชาติหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยที่มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สร้าง (ในสายความไม่เชื่อพระเจ้า)  ธรรมชาติมีอะไรบ้าง   มนุษย์  สัตว์  พืช  ดวงดาว  ท้องฟ้า  อากาศ  ดิน  น้ำ  อวกาศ  กาแลกซี่   ดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์   เป็นต้น เหล่านี้ล้วนมีความงามแฝงอยู่ทั้งสิ้น

ศิลปกรรม   หมายถึง  ผลแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ  ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ ตามอัจฉริยะภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของแต่ละคน ความพอใจ ความรื่นรมย์  ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี หรือความเชื่อในลัทธิศาสนา (ราชบัณฑิตยสถาน. 2530 หน้า 15)    คำที่ขีดเส้นใต้ตัวเอียงสีแดงนั่นแหล่ะที่แสดงให้เห็นในคำนิยามนี้ว่า ศิลปะ ศิลปกรรม (การกระทำแห่งศิลปะ)  ต้องกระทำให้ปรากฏไว้ซึ่งสุนทรียภาพ (ความรู้สึกถึงความงาม)  

 

คุณสมบัติของสุนทรียะ 

1.  Greatness มีความยิ่งใหญ่     เมื่อเรามองปิระมิด   มองทะเล  เราจะเห็นความยิ่งใหญ่อย่างน่ามหัศจรรย์  สัดส่วนความใหญ่โตมหึมาของปิระมิดเมื่อเทียบกับสัดส่วนของตัวมนุษย์แล้ว เราตัวเล็กมาก  แต่ก็เป็นมนุษย์เองที่สร้างปิระมิดขึ้นมาด้วยความเชื่อถึงความอมตะของชีวิต   ทะเลก็เช่นกัน เมื่อเราลงเรือไปกลางทะเลจะมองซ้ายก็ทะเลขวาก็ทะเลหาแผ่นดินไม่เจอเลย หากคิดว่าคลื่นลมแรงแล้วพลิกเรือคว่ำก็ยากที่จะมีชีวิตรอดกลับขึ้นฝั่งได้อย่างแน่นอน 

2.  Novelty ความแปลกใหม่   ธรรมชาติมีฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละช่วง ความแปลกใหม่จึงเกิดขึ้นเสมอ  ต้นไม้ในแต่ละฤดู ผลไม้แต่ละฤดูของแต่ละภูมิภาคในโลกมีความแตกต่างกัน   คนอีกซีกโลกมักต้องการลิ้มลองผลไม้ต่างภูมิภาคต้องการท่องเที่ยวชมสถานที่ธรรมชาติที่แปลกไปจากพื้นที่ของตนเสมอ   ส่วนศิลปกรรม อาทิ  ศิลปะดาดา มีคติในการแสดงออกซึ่งการนำสิ่งน่าเกลียดมาทำให้เกิดเป็นสุนทรียะได้อย่างแปลกตาน่าทึ่ง     ศิลปะนูโว หรือศิลปะยุคสมัยต่าง ๆ มีความแปลกใหม่แตกต่างไปจากสมัยที่ตนเป็นด้วยมีความคิดความอ่านที่ศิลปินมีต่างกันออกไปและรวมตัวกันปฏิวัติสิ่งเดิมและสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา 

3.  Beauty ความสวยงาม     ดอกไม้  ใบไม้  ต้นไม้  สรรพสัตว์  มนุษย์ในโลกมีหลายเผ่าพันธุ์  แต่ต่างก็มีความสวยงามในแบบฉบับของตน   เช่น  สุนัขพันธุ์เล็ก  สุนัขพันธุ์โต   สัตว์เลื้อยคลานหลากสีสันอยู่บนต้นไม้ใบไม้ก็ยังเปลี่ยนสีให้เข้ากับสิ่งที่มันเกาะเกี่ยว    หรือตัวสลอธ สัตว์ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดในโลกก็มีหน้าตาสวยงาม ขนยาว  ท่าทางการใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ตามธรรมชาติของเขา ก็ดูสวยงามและแปลกตาไม่น้อยสำหรับมนุษย์ในสังคมเมืองที่มีแต่ความเร่งรีบ  ส่วนผลงานศิลปกรรมตัวอย่างความสมบูรณ์ของสุนทรียธาตุที่ปรากฏในธรรมชาติ และในศิลปกรรม

ตัวอย่างความสมบูรณ์ของสุนทรียธาตุที่ปรากฏในผลงานศิลปกรรม

 

ที่มา : ภาพจาก pixabay

ลัตเวีย ริกา สถาปัตยกรรมสไตล์อาร์ตนูโว แสดงความยิ่งใหญ่  แปลกใหม่  และสวยงามยิ่งนัก  นับว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยสุนทรียธาตุอย่างแท้จริง   

อาร์ตนูโว (Art Nouveau) ถือกำเนิดในประเทศฝรั่งเศสและได้รับความนิยมสูงสุดในช่วง ค.ศ.1890-1905   จุดเด่นของศิลปะสไตล์นี้คือการใช้รูปแบบธรรมชาติโดยเฉพาะดอกไม้และพืชนานาพรรณมาประดิษฐ์ให้เป็นลวดลายโค้งที่อ่อนช้อย  เป็นการลดทอนศิลปินลดทอนรูปแบบจากรุกขชาติ แมลง เปลือกหอย ใบไม้ เถาวัลย์ในธรรมชาติ  นำมาสร้างสรรค์เป็นลวดลายประดับภายในและภายนอกอาคาร  รวมถึงประดับเครื่องใช้  ของตกแต่งบ้าน   และเครื่องแต่งกาย   ด้วยความที่เป็นลวดลายที่งดงามทำให้อาร์ตนูโวเป็นศิลปะที่ถูกนำกลับมาใช้ตกแต่งได้เสมอแม้ในปัจจุบัน (ค.ศ.2021) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาคารพาณิชย์ (widipedia)


ตัวอย่างความสมบูรณ์ของสุนทรียธาตุที่ปรากฏในธรรมชาติ



ที่มา : ภาพจาก pixabay

 

ภูเขาน้ำแข็ง แอนตาร์ติกา ขั้วโลก   และภูเขาน้ำแข็งเย็น  เป็นธรรมชาติที่แปลกตา น่าทึ่ง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในโลกของเรา  เป็นความมหัศจรรย์ที่แสดงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ มีความแปลก และมีความงดงามที่หาดูได้ยาก  นี่แหล่ะคือสุนทรียธาตุที่ปรากฏชัดแจ้งในธรรมชาติ

 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564

ศิลปะบำบัด (Art Therapy)

ศิลปะบำบัด (Art Therapy)  14/04/2021

 


ที่มา : ภาพจาก pixabay

          คุณค่าของกิจกรรมทางศิลปะในทางนิเสธนี้ได้รับแนวความคิดจากอาจารย์อุบล ตู้จินดา  แล้วผู้เขียนนำมาขยายความคิดความอ่านให้เห็นภาพที่ชัดเจนและทันสมัย  ศิลปะสามารถบำบัดจิตใจของมนุษย์ได้อย่างไร   อธิบายไว้ 3 ประการ   (เป็นความคิดเห็นส่วนตัว  ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย)

          อย่างแรก  ศิลปะเป็นหนทางแห่งการระบายอารมณ์ของบุคคล   อารมณ์ที่เคร่งเครียด  ความเกลียดชัง   ความสะพรึงกลัว  ความประหวั่นพรั่นพรึง  ความทุกข์  ความโศกเศร้าอาดูร  ความเสียใจ ความผิดหวัง  ความไม่พึงพอใจใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง   ความรู้สึกด้านอกุศลจิตนี้หากเรายับยั้งไม่อยู่ อดกลั้นไม่ได้  แล้วไปแสดงออกด้วยการไปทะเลาะวิวาทไม่ว่ารูปแบบใด อาทิ กลั่นแกล้ง  ย่ำยีบีทาผู้อื่น  กล่าววิวาทะวิวาท ปรามาด ว่าร้าย ด่าทอหยาบคาย หยาบโลน ลวนลามอนาจาร  ไปจนถึงการลงไม้ลงมือชกต่อย ตีรันฟันแทง  ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย บาดเจ็บกระทั่งถึงเสียชีวิตอันเป็นการกระทำที่สังคมไม่ยอมรับ ผิดศีลธรรม  ผิดกฎหมายบ้านเมือง   ล้วนนำมาซึ่งกรรมชั่วทั้งปวงนั้น   ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง  ผู้มีศีลมีธรรมเขาไม่ทำกันเช่นว่านี้  

อันว่าอารมณ์ไม่พึงพอใจโกรธ  โมโหโกรธา  เป็นธรรมชาติของจิตที่มีได้กันทุกคน ทุกวัย  ทุกระดับการศึกษา ทุกระดับชนชั้น ไม่เว้นแม้สรรพสัตว์อื่น  แต่การแสดงออกที่ทดแทนชดเชยความรู้สึกด้านมืดนี้สามารถกระทำได้ด้วยการแสดงออกในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เพราะการแสดงออกในศิลปะจะเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ในทางอ้อม  เรียกว่าเป็นการระเหิดอารมณ์ เป็นการปลดปล่อยอารมณ์ลงในเนื้องาน นี้แหล่ะจะมีคุณค่าและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการแสดงที่ไม่สมควรเหล่านั้น   

หากใครเคยเข้าชมผลงานศิลปะในหอศิลป์ ในโรงมหรสพตามที่ต่าง ๆ หรือในสื่อต่าง ๆ จะพบว่า  อารมณ์ด้านลบนี้ได้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นเนื้อหาเรื่องราวในงานศิลปะทุกแขนงก็ว่าได้  ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม  ภาพพิมพ์   การแสดง  ละคร  ภาพยนตร์  การเต้นรำ  ดนตรีไทย ดนตรีสากล   บทเพลง  กลอน วรรณกรรทุกประเภท  

ตัวอย่าง เช่น  ผลงานของการสาดสีหลากสีบนเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่  เลือกสีตัดกันอย่างแท้จริง (เช่น แดงกับเขียว  ม่วงกับเหลือง น้ำเงินกับส้ม  เป็นต้น)  นำมาจัดองค์ประกอบของสีให้มีความขัดแย้งกลมกลืนสลับเป็นจังหวะกันไปอย่างมีชั้นเชิงจนเกิดเอกภาพของผลงาน  ย่อมนำมาซึ่งผลงานศิลปะที่คุณค่า มีราคาค่างวดอันเนื่องจากสุนทรียภาพที่บังเกิดจากการสำแดงพลังอารมณ์ด้านมืด แต่แสดงอย่างมีสติและความรู้เชิงศิลป์

อย่างที่สอง  ศิลปะเป็นวิธีการขจัดปมด้อยของบุคคล   สำหรับเด็กหรือบุคคลที่มีความขลาด เขินอาย  ไม่กล้าแสดงออก  ไม่กล้าพูด  ไม่กล้าร้องเพลง  ไม่กล้าแสดงตัวตนแท้จริง  ทางออกอย่างหนึ่งคือการสร้างสรรค์งานศิลปะ อาจแสดงความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของตนด้วยการวาด ปั้น ระบายสี  หรือทำงานศิลปะอื่น ๆ    เมื่อผลงานได้รับคำยกย่องชมเชยจากครูและเพื่อน ๆ   เด็กหรือบุคคลนั้นก็จะค่อย ๆ รู้สึกว่าตนมีความสำคัญ  กล้าแสดงตัวได้มากขึ้น  มีพื้นที่ยืนในสังคม  สังคมยอมรับตัวตนของตัวเองมากขึ้น วิธีนี้เด็กก็จะได้สนองความต้องการของตนเอง  โดยไม่กระทบกระเทือนต่อคนอื่นเลย   (ปมด้อยในที่นี้ไม่ได้รุนแรงถึงระดับความเป็นจิตเภท)

          ในปัจจุบันตามสื่อต่าง ๆ จะพบว่ามีศิลปินนักร้องหลายคนเป็นคนขี้อายมาก และมีความตั้งใจจะสร้างความกล้าให้กับตนเอง  ด้วยการนำพาตนเองไปในเวทีประกวดร้องเพลงเวทีต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินกับสถานการณ์เหล่านั้น  จนคลายความประหม่าลง  และยังมีนักพูดหลายคนก็เป็นอย่างเดียวกันนี้   สถานการณ์ที่มีทั้งโลกจริงและโลกออนไลน์สำหรับบางคนไม่กล้าในโลกจริงแต่ถนัดใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ ก็พยายามแสดงตัวตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของคนในโลกออนไล์ด้วยกัน   กระทั่งอาจเป็นที่โด่งดังและได้รับการยอมรับในโลกจริงด้วย  แต่ทั้งนี้ก็ควรจะกระทำให้เป็นที่รู้จักในทางที่ดี มิใช่ในทางเสียหาย  

เด็กที่ไม่กล้าพูด ย่อมมีปม  อาจเนื่องด้วยสาเหตุใดก็ตาม  ต่อเมื่อได้แสดงออกด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะไม่ว่าจะด้วยการวาดภาพ การปั้น เป็นต้น  เมื่อมีฝีมือเหนือกว่าเพื่อนในชั้น เพื่อนในรุ่นเดียวกัน หรือเพื่อนในภูมิภาคเดียวกัน ย่อมรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตน เป็นการสร้างปมเด่นขึ้นเฉพาะตน ปมที่ตนเป็นคนไม่กล้าพูดขี้อาย  ก็จะถูกทดแทนด้วยความสามารถทางศิลปะ  หรือแม้แต่เด็กที่ไม่ได้มีทักษะการคิดและการสร้างสรรค์เก่งฉกาจแบบนั้น  แต่ชอบทำงานศิลปะ ชอบวาดรูป  ชอบแต่งกลอน เล่นกีต้าร์  ก็จะรู้สึกได้ถึงพรสวรรค์แห่งตนและมีความสุขในชีวิตมากขึ้น   นอกจากนั้นแล้วผลงานศิลปะจะเป็นเครื่องแสดงออกให้ผู้อื่นเห็นถึงความสามารถเฉพาะตนอย่างแท้จริงอีกด้วย  

ความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ของเด็กจะถูกแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา  จินตนาการความนึกคิดฝันได้ถูกถ่ายทอดบนกระดาษบนผืนผ้าใบ หรือจะเป็นเสียงกีต้าร์หวาน ๆ อ่อนโยน การแต่งโคลงกลอนที่มีสัมผัสงดงาม เหล่านี้จะทำให้ผู้ใหญ่รับทราบ และรู้ถึงความรู้สึกของเด็กชัดเจนขึ้น  อันนำไปสู่การพูดคุยที่ตรงประเด็นมากขึ้น จับใจมากขึ้น นำมาซึ่งความเข้าใจต่อกัน  ลดช่องว่างระหว่างกัน  ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง  ทั้งนี้ ผู้ใหญ่เองก็ต้องเรียนรู้และเปิดใจรับฟัง อ่านใจจากภาพผลงานของเด็กด้วย  จับความรู้สึกจากเสียงกีต้าร์อันไพเราะ เห็นจิตใจอ่อนโยนของลูก

ผู้ใหญ่บางคนก็พูดแค่ว่า ก็ไม่รู้สินะ ลูกของฉันเอาแต่วาดรูป ปั้นการ์ตูน  เล่นวาดรูปอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ เอาแต่ดีดกีต้ร์  ไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยในแต่ละวัน  ท่านลองเปิดใจเพื่อจะได้เข้าใจลูกของท่าน ลองเดินเข้าไปดูเถอะว่า ลูกของท่านทำงานศิลปะแบบใดอยู่ วาดคนมีความสุข หรือคนมีความทุกข์ วาดภาพคนทำร้ายกัน  หรือวาดอะไร นั่นแหล่ะคือสิ่งที่อยู่ในใจของลูก ๆ ของท่าน  เขาไม่พูดเป็นคำพูด แต่เขาแสดงออกในทางศิลปะ (องค์ประกอบหลักคือมีความงามด้วยนะ ความไพเราะ)

อย่างที่สาม  ศิลปะในทางบำบัด  กิจกรรมศิลปะเป็นวิธีการอันหนึ่งที่แสดงออกเพื่อให้ทราบถึงความปรารถนา ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิด  และปัญหาต่าง ๆ ของเด็กที่มีความผิดปกติ   ประเด็นนี้เน้นไปที่เด็กที่ไม่ปกติไม่ว่าจะพิการทางสมอง เป็นดาวซินโดรม เป็นออทิสติก หรืออาการป่วยทางจิต เป็นจิตเภทแบบต่าง ๆ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักศิลปะบำบัด นักดนตรีบำบัด จะมีวิธีรับมือเพื่อรักษา ดูแลเด็กเหล่านี้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งศิลปะ ดนตรี  การแสดง  เป็นวิธีการชุดหนึ่งในการกระตุ้นให้เด็กเกิดการแสดงออก  ด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะแขนงต่าง ๆ    เพื่อจะได้ตรวจวินิฉัย วิเคราะห์ผลงานที่พวกเขาแสดงออกมาว่า  มีอาการอะไร  อยู่ในอาการระดับใด   ต้องให้ยาหรือไม่   หรือใช้ศิลปะร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกาย  การทำเกษตรปลูกผัก ก่อน เพื่อดูอาการ หากทุเลาลงก็ไม่ต้องใช้ยาบำบัด  หากอาการเป็นมาก นอกจากใช้ยาแล้วยังต้องใช้ระบบไฟฟ้าช่วยกระตุ้นอีกด้วยอันส่งผลต่อสภาพร่างกายโดยรวมในระยะเวลาหนึ่งด้วย   

          เด็กที่มีความผิดปกติทางร่างกายเช่นเด็กออทิสติกจะมีวิธีการบำบัดโดยใช้ศิลปะช่วยได้ระดับหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ยาร่วมด้วย   พ่อแม่อาจสังเกตว่าลูกของตนมีสมาธินิ่งอยู่กับการวาดรูป  ก็คิดว่าลูกคงชอบการวาดรูปและมีพรสวรรค์ด้านนี้สูง  จึงส่งลูกหรือฝากฝังให้เข้าเรียนสายศิลปะหรือสายออกแบบในระดับปริญญาตรี  แต่โดยธรรมชาติของเด็กกลุ่มนี้จะมีโลกของตนเอง มีโลกในจินตนาการเฉพาะของตน  ที่ไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง   แต่การเรียนระดับปริญญาตรีต้องเรียนหลากหลายวิชา มีการฝึกเขียนภาพปั้นภาพเหมือนจริงอันเป็นทักษะพื้นฐาน ซึ่งเด็กออทิสติกจะมีทักษะเพียงระดับเด็กอนุบาลหรือประถม1-2 เท่านั้น    ส่วนการออกแบบต้องใช้ทักษะความคิดวิเคราะห์สถานการณ์โลกแห่งความเป็นจริงเพราะต้องทำงานออกแบบเชิงพานิชย์   หรือการทำงานศิลปะก็ต้องมีวิธีการคิดวิเคราะห์ความคิดและถอดความรู้สึกในจิตระดับลึกออกมาเป็นผลงานศิลปะ   ซึ่งต้องอาศัยทักษะความคิดวิเคราะห์ ทักษะการทำงานศิลปะขั้นสูง  อย่างไรก็ตามเด็กที่มีความผิดปกติก็มีหลายระดับ   ก็ควรเลือกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมซึ่งจะมีผลต่อความสุขในการดำเนินชีวิต

          แม้ว่าในเวลานี้ ในประเทศไทยของเรามีผู้เชี่ยวชาญในด้านศิลปะบำบัดมากขึ้นกว่า20ปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ  หากใครสนใจทางด้านนี้ก็สามารถศึกษาอย่างจริงจัง และยังมีอาชีพที่สามารถช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ในแง่มุมต่าง ๆ อีกมาก   

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีการรับรู้

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีการรับรู้  14 เมษายน 2564

 

ที่มา : ภาพจาก pixabay

           การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีการรับรู้นี้เป็นแนวคิดของอาร์แนม (Arnheim’s Theory) ซึ่งพัฒนามจากแนวคิดจิตวิทยาเกสตอลท์ (Gestalt Psychology) ในแง่ของการรับรู้จากสภาพส่วนรวมมาสู่ส่วนย่อยมีหลักการของทฤษฎีนี้ว่า“เด็กเขียนภาพตามที่เห็น”  โดยเห็นภาพรวมก่อนเห็นรายละเอียด 

ถ้านำมาพิจารณางานศิลปะเด็ก จะพบว่า  เด็กจะเขียนภาพวัตถุสิ่งแวดล้อมเป็นรูปทรงง่าย ๆ ไม่มีรายละเอียดมากนัก  ต่อเมื่อโตขึ้นภาพเขียนของเขาจะค่อย ๆ เพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น  เพราะเมื่อเด็กสามารถรับรู้รายละเอียดมากขึ้น  ก็จะแสดงออกด้วยรายละเอียดของสิ่งนั้นเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน  ฉะนั้น  เราจึงเห็นว่าผลงานศิลปะของผู้ใหญ่และเด็กจึงมีควาง่ายและความซับซ้อนต่างกันด้วย  นี่คือธรรมชาติปกติของผู้ใหญ่ และของเด็ก

นอกจากการรับรู้จะต่างกันตามวัยแล้วความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดยังแตกต่างกันแต่ละเฉพาะบุคคลด้วย  ซึ่งสมรรถภาพในการรับรู้นี้เกี่ยวข้องกับวัยวุฒิ ความสมบูรณ์ของสุขภาพร่างกาย ความสมบูรณ์ของสติปัญญา ประสบการณ์ในชีวิต ความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ  การได้รับการฝึกอบรมสั่งสอนในแนวทางศิลปะที่ถูกต้องและเหมาะสม    รวมทั้งสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันด้วย  

กิจกรรมการเรียนการสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีการรับรู้   ครูผู้สอนควรให้โจทย์ให้เด็กสังเกตวัตถุและสถานการณ์รอบ ๆ ตัว แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นรูปทรงง่าย ๆ หรือรูปทรงเรขาคณิต  เช่น  การเขียนภาพคน มีศีรษะกลมหรือรีรูปไข่ เขียนลำตัวเป็นเส้นตรง มีแขนขาเหมือนกิ่งไม้ออกมาจากลำตัว   การเขียนภาพลูกเจี้ยบมีวงกลมเป็นศีรษะ ลำตัววงกลมใหญ่ขึ้นเล็กน้อย มีขาสองขาเป็นเส้นตรงมีเส้นตรงแยกออกมาสามเส้นเป็นเท้าลูกเจี้ยบ   การเขียนทิวทัศน์ภูเขาสองลูกมีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง ด้านข้างเป็นต้นมะพร้าวสองต้น  โดยวาดภูเขาเป็นเส้นโค้งสูงสองโค้ง ตรงกลางมีดวงอาทิตย์ส่องวาดด้วยเส้นโค้งครึ่งวงกลมมีเส้นเฉียงแยกออกไปเป็นรัศมี  เป็นต้น  ซึ่งหลายคนเคยผ่านประสบการณ์การวาดแบบนี้ตอนเป็นเด็ก และเมื่อโตขึ้นก็ยังคงวาดแบบนี้ เพราะจดจำง่าย แม้จะไม่เร้าใจ หรือไม่น่าสนใจนักเมื่อเราโตขึ้นแล้วก็ตาม

การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้   การสอนศิลปะเด็กตามแนวนี้มุ่งเน้นให้เด็กซึ่งมองเห็นภาพรวมก่อนเห็นรายละเอียด  ได้นำเสนอผลงานศิลปะแบบเรียบง่าย  โดยวาดโครงสร้างของรูปทรงต่าง ๆ ที่เห็นและแทนค่าด้วยการวาดรูปทรงง่าย ๆ อย่างรูปทรงเรขาคณิตนำมาต่อ ๆ กันหรือการแบ่งส่วนในรูปทรงใหญ่  ให้เป็นรูปทรงที่มองเห็นตรงหน้า หรือแม้การเห็นภาพในจินตนาการก็ตาม   หัวข้อที่ให้ฝึกสร้างสรรค์  ได้แก่  ดอกไม้ในสวน   ต้นไม้ในโรงเรียน   ตัวไวรัสโคโรน่า   ฟาร์มลูกไก่   ทิวทัศน์ทะเลและภูเขา   การละเล่นของเด็กไทย (รีรีข้าวสาร  แม่งู  มอญซ่อนผ้า เป็นต้น)   ท่องอวกาศกับจานบินและแมวเหมียว    บ้านของฉันและมุมห้องรับแขก   การเดินทางโดยรถไฟฟ้า เป็นต้น 

ปัญหา   จากวิธีสอนที่ไม่ได้พัฒนาให้กว้างขวางออกไปนี้เอง    จึงทำให้การเรียนวาดเขียนหรือการปั้นดินของเด็กเกิดรูปแบบที่ซ้ำซาก ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้นเร้าใจเท่าที่ควร   เกิดการเลียนแบบรูปทรงกันอย่างมาก  เช่น  ภาพกระต่ายวงกลมสองวง  หูแหลม  หางแหลม  ภาพดอกไม้ที่ต้องใช้วงเวียนรอบนอกและรอบใน  แล้วแบ่งเป็นหกกลีบเท่า ๆ กัน ด้วยการขีดกับไม้บรรทัด  เป็นต้น   การเรียนด้วยวิธีดังกว่าวจึงลดความสำคัญลงในเวลาต่อมา  โดยธรรมชาติของมนุษย์มีความขี้เบื่อ ต้องการเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ แปลก ๆ อยู่เสมอ  การจัดการเรียนการสอนแบบนี้ตลอดทั้งภาคเรียนของวิชาศิลปะย่อมทำให้ห้องเรียนไม่มีชีวิตชีวา  ทางเลือกของครูผู้สอนมีอีกมากมายที่จะนำมาใช้สอนเด็กนักเรียนให้รู้สึกสนุกเพลิดเพลินและชอบเรียนวิชาศิลปะ         

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีความรู้สึกและการเห็น

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีความรู้สึกและการเห็น  14 เมษายน 2564


ที่มา : ภาพจาก pixabay 

          การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีความรู้สึกและการเห็นนี้เป็นแนวคิดของวิคเตอร์ โลเวนเฟลด์ (Viktor Lowenfeld)  ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่า  เมื่อเด็กพบเห็นสิ่งหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เด็กจะไม่เพียงแต่จะรับรู้รูปทรงของวัตถุสิ่งของตามที่ตาเห็น หูได้ยินเสียง มือเท้าและกายได้สัมผัสเท่านั้น  แต่จะเกิดความรู้สึกต่อสิ่งนั้นด้วย  แนวคิดนี้เชื่อมั่นว่า  ความรู้สึกสัมผัสที่เด็กมีต่อสภาพแวดล้อม  เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ใจ  เพราะเมื่อเด็กได้แสดงออกตามที่เขารู้สึก  จะเป็นการช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส  หรือการรับรู้ของเด็กให้มีความฉับไวต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา การเรียนรู้จากประสาทสัมผัสเป็นสัญชาตญาณการเรียนรู้เพื่อเอาชีวิตรอดของมนุษย์และสรรพสัตว์อื่นด้วยเช่นกัน

          ธรรมชาติการเรียนรู้อย่างหนึ่งของมนุษย์  ก็คือ  การเรียนรู้ผ่านความรู้สึกภายใน  อันเป็นสมรรถภาพในการเห็น การรู้สึก การได้ยิน การได้กลิ่น และการลิ้มรส ซึ่งนับเป็นประสาทสัมผัสที่มีค่าต่อการมีชีวิตอยู่ การพัฒนาความรู้สึกในการรับรู้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก  การจัดประสบการณ์ผ่านการเรียนรู้ทางศิลปะจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพด้านความรู้สึกสัมผัสได้อย่างดี   

          กิจกรรมการเรียนการสอนศิลปะ  ครูผู้สอนที่สอนศิลปะตามความคิดของทฤษฎีนี้  ควรมุ่งกิจกรรมศิลปะที่เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกทางด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างอิสระเสรี  และเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมการแสดงออกในลักษณะนี้จะทำให้เด็กมองโลกในแง่ดี   กิจกรรมในแนวทฤษฎีนี้เป็นการให้โจทย์งานที่ให้เด็กได้เสนอเรื่องราวเนื้อหาต่าง ๆ เช่น  บ้านของฉัน  อาชีพของพ่อแม่  การทำนา  การตัดไม้ทำลายป่า  การขายของออนไลน์   การทำเกษตรแบบผสมผสาน  การใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามคำสอนพ่อหลวง   สังคมเมือง  สังคมบริโภคนิยม  ความมีวินัยของนักเรียน สุนัขแสนรู้ของฉัน  การผจญภัยในสวนสนุกในวันหยุดสุดสัปดาห์   ท้องฟ้าจำลอง  งานวัดบ้านแหลม  นักเรียนหนอนหนังสือ  อยู่กับย่า  เป็นต้น  ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีลักษณะเป็นสภาพแวดล้อมจริง ๆ ของเด็ก เพื่อเขาจะได้สามารถสะท้อนความรู้สึกสัมผัสโดยตรงจากชีวิตประจำวันมาเป็นงานศิลปะที่มีจินตนาการที่สัมพันธ์กับความจริงและท้าทายความรู้สึกนึกคิดของเด็ก

การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้   เมื่อกิจกรรมการให้แบบฝึกหัดที่มุ่งเน้นให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สภาพแวดล้อม  เด็กได้มีโอกาสอ่านความรู้สึกของตนเองแล้วแปลผลออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจลงในการสร้างสรรค์งานศิลปะ   ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ  การปั้นดิน   การทำงานปะติด  การเขียนภาพประกอบเรื่อง   เป็นต้น  การวัดผลหรือการให้คะแนนจึงควรให้ในส่วนของความกล้าในการแสดงออก   ความละเอียดในการนำเสนอผลงาน  การสื่อสารด้วยผลงานผนวกกับการนำเสนอด้วยวาจา   อาจไม่ได้เน้นความเหมือนจริงมากนัก ในส่วนการวาดภาพเหมือน ปั้นให้เหมือนคนเหมือนสัตว์จริง ๆ นี้ให้คะแนนเป็นส่วนรอง   ซึ่งเด็กบางคนมีพรสวรรค์ที่อาจถ่ายทอดได้เหมือนจริงมากกว่าคนอื่น ๆ ก็จะได้เปรียบในการสื่อสาร   สิ่งที่ครูควรสอนเป็นเบื้องต้นคืออารมณ์ของเส้นแต่ละแบบ  สีแต่ละสี สื่อความรู้สึกอย่างไร   เพื่อว่าเมื่อเด็กหยิบสี หยิบดินน้ำมันสีต่าง ๆ ขึ้นมาใช้จะได้ตรงตามความรู้สึกภายในของเขามากยิ่งขึ้น 

    กล่าวโดยสรุป  การนำเสนองานศิลปะตามแนวทางการสอนนี้เน้นให้เด็กเรียนรู้ความรู้สึกภายในใจและการเห็นของตนเองจากความรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัส  อันเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ความเข้าใจระหว่างครู เด็ก และพ่อแม่ผู้ปกครอง   ทำให้ครูและพ่อแม่ผู้ปกครองรับรู้ด้วยเช่นกันว่า  ลูกหลานของตนคิดและรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เขาแสดงออก   และแสดงออกมาในแง่ใด  ทำให้มีโอกาสได้พูดคุยเล่าความคิดระหว่างกันได้เป็นการสร้างความเข้าใจต่อกันมากขึ้น  ปลดปล่อยความตึงเครียดที่บางอย่างไม่ได้สื่อสารด้วยคำพูด  แต่ศิลปะช่วยให้สื่อสารด้วยตัวผลงาน อันเป็นสื่อให้ได้คุยกันอย่างอ่อนโยนและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีทางปัญญา

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีทางปัญญา  13 เมษายน 2564


ที่มา : ภาพจาก pixabay

          ทฤษฎีการสอนศิลปะมีหลายทฤษฎี   ทฤษฎีทางปัญญามีสมมติฐานว่า  เด็กจะเขียนภาพตามที่เขารู้  ไม่ใช่จากการที่เด็กมองเห็นด้วยตา  และข้อมูลทางด้านความคิดรวบยอดจะมีความสัมพันธ์กับข้อมูลภาพที่ปรากฏ     หมายความว่า  เมื่อเด็กเห็นวัตถุจะเกิดโยงความสัมพันธ์ถึงประสบการณ์เดิมที่ตนมี   แล้วแสดงออกในงานศิลปะ   

          ตัวอย่าง เมื่อเด็กเห็นสุนัข  เขาจะเกิดความคิดที่ต่างกัน  โดยเด็กแต่ละคนจะมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสุนัขแตกต่างกันไป   เด็กคนหนึ่งอาจคิดถึงความน่ารัก  ความขี้อ้อน  ความซุกซนของสุนัขและมิตรภาพ   เด็กอีกคนหนึ่งอาจคิดถึงความดุร้าย  ดวงตาที่ไม่เป็นมิตร   เสียงเห่าน่าสยอง  ซึ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการสั่งสมประสบการณ์ของแต่ละคน   (เรื่องราวที่เคยพบเจอ สัมผัสเกี่ยวกับสุนัข)

          ตัวอย่าง  เมื่อให้เด็กอธิบายถึงงานวัดประจำปี    หากเป็นเด็กต่างจังหวัดที่พ่อแม่เคยพาไปเที่ยวงานวัดประจำปีของจังหวัด    ที่ปีหนึ่งจะจัดหนึ่งครั้ง     และไปพาไปเที่ยวประจำทุกปี  เด็กก็จะเล่าถึงประสบการณ์นี้ได้คล่องแคล่ว   แต่หากเป็นเด็กในเมืองหลวงก็อาจจะมีประสบการณ์แตกต่างไป  เช่น  พ่อแม่พาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าทุกสัปดาห์  เด็กก็จะเล่าถึงประสบการณ์ในเรื่องนี้ได้คล่องแคล่ว  

          การสอนศิลปะเด็กโดยใช้ทฤษฎีทางปัญญา  เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เสนองานศิลปะตามสติปัญญาของแต่ละคนได้อย่างดี  ซึ่งความคิดรวบยอดจะถูกต้อง กว้างขวาง และงดงามเพียงใดขึ้นอยู่กับการเตรียมการที่จะมอบให้แก่เด็ก ๆ    การอบรมสั่งสอนของผู้ใหญ่ทั้งทางบ้านและโรงเรียน  หรือปัจจุบันที่เลี้ยงลูกด้วยมือถือ  ก็จะขึ้นอยู่กับผู้ปกครองจะเอาใจใส่แนะนำ หยิบยื่นเนื้อหาใดให้กับลูกหลาน   รวมทั้งการมีเวลาพูดคุยถ่ายทอดความคิดความอ่านด้วยวิธีการต่าง ๆ  หรือการมีกิจกรรมในครอบครัว ในเครือญาติที่จะบอกกล่าวเรื่องราวประสบการณ์กับเด็ก  อันมีผลต่อเด็กในด้านการจดจำ  การเลียนแบบ การถ่ายทอดออกมา การแก้ปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาใด ๆ ของเด็ก   รวมทั้งการแสดงออกในงานศิลปะด้วย

           แบบฝึกหัดหรือกิจกรรมศิลปะเด็กตามทฤษฎีนี้   ครูผู้สอนอาจให้โจทย์ที่เน้นให้เด็กมีจินตนาการ  การให้หัอข้อการสร้างสรรค์ที่กระตุ้นให้เด็กเกิดจินตนาการด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น  ให้เด็กอ่านเรื่องสั้นหรืออ่านให้เด็กฟัง   แล้วให้เด็กจินตนาการปั้นดินเป็นเรื่องราวตามท้องเรื่อง   การให้ดูหนังสั้นที่ให้คติข้อคิดเตือนใจแล้วให้วาดภาพ    การให้ฟังเพลง  การเล่านิทานให้เด็กฟัง  แล้วให้เด็กวาดหรือปั้นเป็นต้น  หรือในปัจจุบันมีวิกฤตโรคระบาดโควิด-19  โจทย์ในวิชาศิลปะ  ครูผู้สอนอาจให้ฟังข่าวที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้ แล้วให้นักเรียนร่วมกันวาดภาพฝาผนังโรงเรียน    ในหัวข้อ วิธีการป้องกันตนเองไม่ให้เป็นโรคโควิด-19   หัวข้อ หากมนุษย์ไม่สามารถหยุดวิกฤตโรคระบาดโควิด-19   หรือหัวข้ออื่น ๆ ที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก  เช่น  หัวข้อ สัตว์ในจินตนาการผู้น่ารัก  เป็นต้น

          การวัดผลและประเมินผล การให้คะแนนผลงาน  ต้องเน้นการให้คะแนนที่การนำเสนอจินตนาการได้แจ่มชัดมากน้อยเพียงใด   กว้างขวางเพียงใด  และงดงามเพียงใด  ไม่ใช่วาดหรือปั้นเป็นต้น แล้วเหมือนมากน้อยเพียงใด  ซึ่งจะต่างจากทฤษฎีเหมือนจริงนะจ๊ะ 

กล่าวโดยสรุป  ทฤษฎีการสอนศิลปะแนวนี้ผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมการสอนโดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกตามความคิดจินตนาการที่เด็กมีต่อวัตถุ สถานการณ์ที่เด็กเห็นออกมาเป็นงานศิลปะนั่นเอง   การสอนศิลปศึกษาที่ยึดทฤษฎีนี้เพียงทฤษฎีเดียวจะทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่าย  เพราะชีวิตคนเราแต่ละคนมีพื้นฐานของความเป็นจริง  มีเหตุผลมิใช่ล่องลอยอยู่ในความคิดฝัน  จินตนาการเท่านั้น     การประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ควรให้โจทย์ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ผสานให้เข้ากับสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในเวลานั้นๆด้วย   ที่สำคัญในแต่ละภาคเรียนของการเรียนศิลปะ  15-16 สัปดาห์ครูผู้สอนควรสอนด้วยหลากหลายทฤษฎีการสอน  ไม่ใช่ยึดเพียงทฤษฎีเดียวตลอดทั้งภาคเรียน   

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีเหมือนจริง

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีเหมือนจริง  10 เมษายน 2564

          การสอนศิลปะสำหรับเด็กมีหลายแนวทาง  ผู้สอนควรศึกษาแต่ละแนวทางและผสมผสานรูปแบบการสอน สอนให้หลากหลายแนวทางเพื่อสร้างสีสันในห้องเรียน ให้ผู้เรียนมีชีวิตชีวา   การสอนตามแนวทางทฤษฎีเหมือนจริงเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการฝึกให้ผู้เรียนเป็นคนช่างสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว และสังเกตตัวเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติจำเป็นของบุคคลที่จะต้องดำเนินชีวิตในโลกใบนี้

          ทฤษฎีเหมือนจริงมีสมมติฐานว่า  เด็กกับผู้ใหญ่มองเห็นวัตถุได้ไม่แตกต่างกันและเด็กมองเห็นวัตถุตามลักษณะที่วัตถุเป็น   ความหมายคือ  วัตถุมีรูปร่างอย่างไรเด็กก็เห็นอย่างนั้นไม่ได้แตกต่างจากผู้ใหญ่เลย  ต่อเมื่อเด็กแสดงออกทางศิลปะ  เช่น เด็กเขียนภาพ  เด็กปั้นสิ่งต่าง ๆ    สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ  ทักษะการควบคุมมือในการปฏิบัติงาน     พ่อแม่และครูจะเห็นว่าเด็กระบายสีออกนอกรูปภาพ นั่นไม่ได้เป็นเพราะเด็กเห็นรูปอ้วนกว่าที่เป็นแล้วระบายสีให้ล้นออกมานอกกรอบ   แต่เป็นเพราะเด็กยังไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อมือได้เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ที่ควบคุมกล้ามเนื้อมือได้ดีซึ่งโอกาสจะระบายสีออกนอกรูปก็มีน้อยกว่าหรือไม่ระบายออกนอกรูปเลย

          ในความเป็นจริงการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อตาของเด็ก  หากยังไม่เจริญเต็มที่ก็ส่งผลต่อการรับรู้วัตถุได้แตกต่างจากผู้ใหญ่   แต่ไม่ได้หมายความว่า  มองเห็นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น เห็นยางลบเป็นขนมปัง  อย่างไรก็ตามเมื่อเราอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันสังคมแบบเดียวกัน  เราย่อมมองเห็นและตีความวัตถุนั้น สิ่งแวดล้อมนั้นไปในทิศทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน     แต่เด็กก็พร้อมที่จะเรียนรู้  และสั่งสมประสบการณ์ชีวิตไปในวิถีทางที่ต่างกันด้วยเพราะสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย คนแต่ละGeneration ย่อมมีการรับรู้ที่ต่างกันได้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นสภาวะปกติ

          ข้อมูลของสมมติฐานข้างต้น   จะช่วยให้ครูผู้สอนศิลปะเด็กเข้าใจ  สถานการณ์ของการตีความคำว่า เหมือนจริง  ของผู้ใหญ่และของเด็ก    

          การจัดกิจกรรมในชั้นเรียน  เช่น ครูให้เด็กเขียนภาพเหมือนจริง หัวข้อเรื่อง วันสงกรานต์ปีพ.ศ.2564   เด็กจะตีความตามความคิดของเขา ถ่ายทอดตามทักษะของเขา ซึ่งสงกรานต์ในมุมมองของผู้ใหญ่อาจจะต่างจากเด็กก็เป็นได้   ดังนั้น  คำว่า “อย่างนี้เหมือน”  ตามที่ครูเห็น   ก็เป็นไปได้ว่าต่างจากที่เด็กเห็น   ถ้าครูไม่เข้าใจ  ก็อาจจะตัดสินให้คะแนนผลงานของเด็กว่า   “ไม่เหมือน”   คำว่าไม่เหมือน  อาจไม่เหมือนในเรื่องของทักษะในการถ่ายทอดของเด็ก  เด็กวาดคนไม่เหมือน รูปอาจบิดเบี้ยว สีสันไม่ตรงตามความเป็นจริง  ระบายสีล้นรูปภาพ  ขีดเส้นไม่คมชัด   ด้วยเหตุผลคือ  แม้เด็กเห็น  แต่การเห็นรายละเอียดเขาไม่ได้เห็นละเอียดเหมือนผู้ใหญ่  เพราะตาของเขาเจริญเติบโตยังไม่เต็มที่   ทักษะในการควบคุมกล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรงพอ การกดน้ำหนักของเส้นจึงไม่สม่ำเสมอ  การตีความสถานการณ์ “สงกรานต์ปี2564” เขาตีความตามความรู้สึกเขา  เช่น วาดพ่อแม่ตัวเขาเองและมือถือแอปพลิเคชั่น  “สงน้ำพระ” ไม่มีพระพุทธรูปเหมือนทั่วไป    เป็นต้น  นั่นเป็นการถ่ายทอดตามยุคของเขา   แต่ถ้าครูบอกว่าไม่เหมือน ไม่ใช่แบบนี้ เด็กต้องสงน้ำพระพุทธรูป มีขันตักน้ำสิ  ในความคิดของครูแต่ไม่ได้พูดคุยกับเด็ก  หรือไม่ได้เปิดโอกาสให้ตัวเองและเด็กได้พูดคุยถึงสิ่งที่เด็กถ่ายทอด”ความเหมือนจริง” ตามวิถีของเขา   ก็คงไม่เข้าใจกัน  

          กรณี ครูให้วาดหุ่นวัตถุที่กำหนด  เช่น  วาดดอกไม้ในแจกัน  วาดต้นไม้  เป็นต้น  เด็กอาจวาดไม่เหมือนจริง  บางคนวาดไม่ได้เลย   ไม่สามารถถ่ายทอดได้เลย   ก็เป็นไปได้ว่า เป็นเด็กที่ไม่มีความถนัดทางศิลปะ   แม้ว่า  หัวข้อการวาดภาพเหมือนดอกไม้ในแจกัน  การวาดภาพเหมือนต้นไม้หน้าตึกของโรงเรียนจะฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกตก็ตาม   กับอีกเหตุผลคือ  เด็กขาดทักษะเพราะไม่ได้ฝึกฝน   หรือขาดความช่างสังเกต เช่นต้นไม้มีลำต้นใหญ่  มีกิ่งเล็กกว่าลำต้น   แต่เด็กวาดลำต้นกับกิ่งไม้ใหญ่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน เป็นต้น   อันนี้เป็นโจทย์ง่ายกว่าการให้เขียนภาพ หัวข้อ สงกรานต์ปี2564

          การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้    กิจกรรมดังตัวอย่างข้างต้น   เมื่อครูเข้าใจศักยภาพทางร่างกายของเด็ก   ย่อมรู้วิธีในการวัดผลและประเมินผลงานการวาดภาพ การปั้น  ตามความเป็นจริงได้   โดยเปิดใจยอมรับคุณลักษณะผลงานของเด็กแต่ละคน  และวิเคราะห์ผลงานออกว่า  “เหมือนจริง”  ของเขา   เหมือนมาก/น้อย  ด้วยเหตุผลอะไร   คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า  ครูตั้งวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ของเด็กไว้ว่าอะไร     ถ้าให้โจทย์ง่ายอย่างการวาดภาพดอกไม้เน้นการสังเกตและถ่ายทอด  อันนี้ก็เน้นความเหมือนจริงตามสภาพความจริงของดอกไม้ในแจกัน   เหมือนมากก็ได้คะแนนมาก เหมือนน้อยก็ได้คะแนนน้อย  และครูต้องหาวิธีสอนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากพัฒนาฝีมือ  

          การสนับสนุนของครู ก็คือ  ครูไม่ควรนำผลงานของเด็กแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันจนเด็กบางคนเกิดปมในใจ   ครูควรตัดสินผลงานตามการพัฒนาการเรียนรู้และการแสดงออกของเด็กแต่ละคนไป  ซึ่งหากชั้นเรียนมีเด็กไม่มาก  ครูก็คงทำได้ไม่ยาก  

กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีเหมือนจริง เน้น การพัฒนาทักษะฝีมือ ซึ่งเกี่ยวโยงไปกับปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกัน  คือ  ปัจจัยการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย (ตา  กล้ามเนื้อมือ)   ปัจจัยการเจริญเติบโตของการเป็นคนช่างสังเกต    ปัจจัยด้านความถนัดของบุคคล  ปัจจัยความชอบที่จะฝึกฝนตนเองไปในทางนักศิลปะ  (บางคนมีความถนัด ก็ทำได้ดีกว่าเด็กคนอื่น แต่ขี้เกียจหรือไม่ชอบฝึกในทางนี้)    อย่างไรก็ตาม  ครูผู้สอนศิลปะสามารถเลือกสอนตามแนวทางทฤษฎีอื่นได้อีก    โปรดติดตามการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลตามแนวทางอื่นต่อไปจ๊ะ

 


แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...