วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564

รู้จักการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ (Furniture Design)

รู้จักการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ (Furniture Design)

          เฟอร์นิเจอร์เป็นเครื่องเรือนที่อยู่ในที่อยู่ในที่พักอาศัย  ในสำนักงาน  ในโรงแรมเป็นต้น   เฟอร์นิเจอร์ในการผลิตส่วนใหญ่ทำตามแบบที่ลูกค้าสั่ง  ลูกค้าบางรายมีเขียนแบบคร่าว ๆ มาเรียบร้อยแล้ว นำมาจ้างให้ทำตามแบบ  หรือลูกค้าที่เขียนแบบไม่ได้ก็พูดอธิบายหรือหารูปมาให้ดูเป็นแบบ    โรงงานก็ทำตามสิ่งที่ลูกค้าพูดบอกตามความต้องการ    รูปแบบสินค้าเฟอร์นิเจอร์  มี 5 ประเภท  ได้แก่

1. เฟอร์นิเจอร์ผลิตขึ้นโดยเน้นประโยชน์ใช้สอย   (Functional Furniture) เป็นการออกแบบเน้นเฉพาะเพื่อการใช้สอยแต่สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันพื้นฐานของมนุษย์  และลูกค้าเฉพาะกลุ่มด้วย  เช่น เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก  เก้าอี้ไม่มีพนักพิง  เตียงนอนสี่ขาไม่มีพนักหัวเตียง   เฟอร์นิเจอร์แนวสมัยใหม่ที่มีโครงสร้างแข็งแรง ดูเรียบง่าย ไม่ใช้วัสดุฟุ่มเฟือย

2. เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ (Multifunctional Furniture)   เน้นการออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้ในพื้นที่จำกัด  เช่นคอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัยที่มีพื้นที่น้อย  เฟอร์นิเจอร์สามารถปรับเปลี่ยนหน้าที่การใช้งาน (Function) ให้ใช้ได้หลากหลายนชิ้นเดียว 2in1 หรือ 3in1   เช่น  เก้าอี้ปรับเป็นเตียง  หรือออกแบบให้พับเก็บได้สะดวก  เช่น ทำโต๊ะเก้าอี้ป๊อปอัพพับติดผนังได้เมื่อไม่ใช้งานก็พับเก็บดูเป็นหนึ่งเดียวกับผนัง  หรือเฟอร์นิเจอร์แนวModule  ที่ออกแบบแต่ละชิ้นแล้วนำมาวางต่อกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลายมากขึ้น หากไม่ใช้โมดูลใดก็หมุนเก็บไว้ในอีกโมดูลหนึ่งก็ได้  เป็นต้น

3. เฟอร์นิเจอร์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม  (Identity Cultural Furniture)  เป็นการออกแบบที่แสดงความเป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง เช่น  เฟอร์นิเจอร์หลุยส์ แนวฝรั่งเศส เฟอร์นิเจอร์แนวญี่ปุ่น  เฟอร์นิเจอร์แนวไทยพื้นบ้าน   หรือเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งเน้นการผสมรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์ต่างวัฒนธรรมเข้าด้วยกันเพื่อทำให้เกิดรูปแบบใหม่ขึ้นมา  เช่น  เก้าอี้แนวจีนผสมไทย  เก้าอี้ไทยโบราณผสมบ้านทรงไทยสมัยใหม่     มีการออกแบบที่ใช้ Idea สร้างความแปลกใหม่ในการผสมผสานสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งโดยดูองค์ประกอบให้ประสานกลมกลืนกัน

4. เฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อม  (Ecological Furniture)    เน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เช่น  ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่สามารถปลูกใหม่ทดแทนตามแผนการปลูก    ใช้วัสดุรีไซเคิลบางส่วนหรือทั้งชิ้น   ใช้วัสดุผสมใหม่ที่บางส่วนได้จากเศษวัสดุจากการผลิตในระบบอุตสาหกรรม    กระบวนการผลิตเฟอร์นิเจอร์ต้องไม่ใช้ขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน และทำให้เกิดของเสียในกระบวนการผลิตน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์  ซึ่งต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบมาก   นักวิจัย/นักวิชาการชอบหามุมมองใหม่ ๆ เหล่านี้เสมอ  และบางบริษัทก็มีหน่วยนี้ด้วย     และการผลิตชิ้นงานด้วยวัสดุลักษณะนี้ก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทและเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

          5. เฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพ  (Healthy Furniture)  เน้นการปรับรูปทรงของเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับสรีระของผู้ใช้งาน เพื่อชะลอหรือลดอาการบาดเจ็บของร่างกาย  เพื่อทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบาย   การออกแบบอาจมีการนำนวัตกรรมวัสดุใหม่ ๆ เข้ามาผลิต   เช่น   หมอนป้องกันไรฝุ่น  เบาะจากวัสดุยางพาราผสมโดยตัดเป็นรูปทรงที่รองรับสะโพก  เก้าอี้นวดมีระบบกลไกไฟฟ้า   เก้าอี้สำนักงานมีพนักพิงรอบรับเอวและแผ่นหลัง   เก้าอี้ออกกำลังกายในบ้าน    การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ต้องใช้ความรู้ด้านกายศาสตร์  วัสดุศาสตร์  วิทยาศาสตร์สุขภาพ   และการออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมด้วยเพื่อให้งานออกมาใช้งานได้จริง และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

6.      เฟอร์นิเจอร์แนวความคิด  (Conceptual Furniture)  เน้นการนำเสนอconcept แนวคิดใหม่ ๆในการออกแบบแนวนี้  ยกตัวอย่างเช่น

(1)  การหาแรงบันดาลใจจากวัสดุจับสัตว์น้ำ “ยอ”  นำมาออกแบบโดยมีโครงสร้างเป็นเส้นโค้ง  Top เก้าอี้สานด้วยหวายเทียมยืดหยุ่นได้เวลานั่ง   ใช้วางตรงที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา  เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งสถานที่ได้ดูแปลกตา   ซึ่งดูโดยภาพรวมสวยงามมาก  แต่ด้วยรูปทรงดูไม่มั่นคง   ผู้คนอาจไม่กล้านั่ง 

(2) เฟอร์นิเจอร์แนวคิดจากพื้นทางเท้าในกรุงเทพฯ   ที่มีความกระเดิดไม่สม่ำเสมอ นำมาเป็นแนวทางในการออกแบบโดยขาเก้าอี้เป็นจำลองป้ายรถเมล์  ใช้ Top เก้าอี้ทำจากถุงพลาสติกใส่เรซิ่น  ถุงผ้าที่มีพื้นผิวต่างกันใส่เรซิ่นภายในหรือใส่กระเบื้องภายใน  เป็นเฟอร์นิเจอร์ในหอศิลป์  ดูแล้วสร้างความตื่นตาให้กับผู้ดูและผู้ที่ได้สัมผัสด้วยการนั่งเก้าอี้ที่ Top ขยับได้   แนวความคิดที่แปลกใหม่ต้องทำเฟอร์นิเจอร์วางในตำแหน่งแห่งที่ที่เหมาะสมจึงจะทำให้ผลงานที่ออกแบบตอบสนองตามวัตถุประสงค์ของการออกแบบ   Furniture Concept นี้ท้าทายนักออกแบบไม่น้อย

เฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายโครงสร้างแข็งแรงดูทนทาน เป็นที่นิยมของลูกค้า

          เคล็บลับของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ก็คือ  ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค  โดยทั่วไป โรงงานหรือผู้ผลิตจะมีกลุ่มตลาดเป้าหมายอยู่แล้ว  บางโรงงานก็เน้นผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันจริง ๆ เน้นโครงสร้างที่แข็งแรง  ให้ความรู้สึกมั่นคง  ราคาพอประมาณ  ไม่มีรูปทรงที่หวือหวา  หรือออกแบบพริ้วไหวเสียจนผลิตจริงไม่ได้  และแลดูหาความแข็งแรงไม่เจอ  อย่างนี้ในความเป็นจริงจะผลิตยาก ผลิตไม่ได้  หรือผลิตแล้วขายไม่ได้   แต่หากต้องการเน้น Design เยอะ ๆ แนว Concept Idea  ก็จะเป็นลูกค้าอีกระดับหนึ่ง  ที่มีเงินหนา  พร้อมที่จะซื้อแนวนี้  เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม   ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่เน้น Eco  ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในระดับงานวิจัย   มีผลิตจริงไม่แพร่หลายนัก   ส่วนใหญ่ก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นประโยชน์ใช้สอย  หรือไม่ก็เฟอร์นิเจอร์ที่ประหยัดพื้นที่   ส่วนเฟอร์นิเจอร์แนวสุขภาพส่วนใหญ่มีราคาสูงกว่าปกติ  และต้องทำตลาดพอสมควร  โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่นิยมใช้ช่วยในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์มีหลายโปรแกรม  ที่นิยม ได้แก่  โปรแกรม Solid Work 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564

ประโยชน์ของกิจกรรมศิลปะ

 ประโยชน์ของกิจกรรมศิลปะ       

 


กิจกรรมศิลปะเด็ก พิมพ์สีบนกระดาษ

กิจกรรมศิลปะมีประโยชน์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ  ของมนุษย์   ดังนี้

1.     พัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Growth) กิจกรรมศิลปะมีผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย 2 แง่มุม คือ  ในแง่การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ  และแง่ของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการใช้มือให้สัมพันธ์ตาและความคิด   รวมทั้งโสตประสาทสัมปัสส่วนอื่น ๆ  การสร้างสรรค์งานศิลปะทุกอย่างจำเป็นต้องใช้กำลังกล้ามเนื้อบางส่วนของร่างกายในการปฏิบัติงาน   กิจกรรมศิลปะจึงช่วยในการฝึกหัดการใช้มือ  กล้ามเนื้อแขน ขา ฝึกให้เกิดความสัมพันธ์ของมือกับประสาท ความคิด การรับรู้ และระบบการสั่งงานของสมอง เช่น กิจกรรมการขีด เขียน กาตัดกระดาษ การนวดดิน  การปั้นดิน  การพิมพ์ด้วยวัสดุธรรมชาติ (ใช้มือกดสี กดวัสดุ)   การทำงานต้องบังคับรูปร่างรูปทรงให้ได้ตามแบบที่ต้องการ   จึงต้องบังคับมือและกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ   ร่างกายต้องออกแรง     ดังนั้น    กิจกรรมศิลปะจึงมีส่วนในการพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงและมีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวขณะปฏิบัติงาน         

2.     พัฒนาการด้านอารมณ์ (Emotion Growth)  กิจกรรมศิลปะมุ่มเน้นให้ผู้เรียนได้มีการแสดงออกอย่างเสรี  สร้างความสนุกสนาน  ความเพลิดเพลินในขณะทำงานศิลปะ  และสร้างคามภาคภูมิใจต่อผลงานที่ทำสำเร็จ   ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาอารมณ์ของเด็กทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง  การมองโลกในแง่ดีมี  มองเห็นแง่มุมที่สวยงาม   มีความคิดบวก   มีทัศนคติที่ดีต่องานศิลปะทั่วไป  มีสุนทรียะในหัวใจและความประณีตในการทำงาน 

3.     พัฒนาการด้านสังคม (Social Growth)  ผลงานศิลปะเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  การได้ทำงานศิลปะเป็นทีม  จะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกนิสัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักให้ความร่วมมือกัน  รู้จักวางแผนร่วมกัน  รู้จักใช้คำพูดเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน   รู้จักรับผิดชอบร่วมกัน  ประเมินผลร่วมกัน  เช่น  กิจกรรมการปั้นดินน้ำมันให้เป็นเรื่องราวตามความฝันของทีม   หรือการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการร่วมมือกับพ่อแม่ผู้ปกครองตกแต่งบ้านให้น่าอยู่  การเลือกวัสดุที่มีสีสันเข้ากัน    นอกจากนั้น  ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ/ผู้เรียน/เด็ก ๆ ก็ยังมีบทบาทในการเสนอความคิดเห็นของตนให้สังคมรับรู้ได้โดยผ่านทางผลงานศิลปะอีกด้วย  เรียกว่า มีพื้นที่แสดงตัวตนในสังคมผ่านผลงานศิลปะนั่นเอง 

4.     พัฒนาการด้านสติปัญญา (Intellectual Growth)   ศิลปะเป็นเครื่องสะท้อนที่แสดงให้เห็นความสามารถของบุคคลที่จะใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล  อันทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์   รู้จักแก้ปัญหาและปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น    กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้สำรวจ  ได้ทดลองสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยวัสดุนานาชนิด  เช่น  การใช้สีน้ำ  สีเมจิก  สีดินสอ  สีเพ้นท์ผ้า  เป็นต้น  หรือจะเป็นการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์สารพัดชนิด   หรือการปั้นด้วยดินเหนียว  ดินน้ำมัน  ปั้นกระดาษ   กิจกรรมศิลปะต่าง ๆ เหล่านี้เองจะเป็นการเพิ่มประสบการณ์ใหม่ ๆ  ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี   ทำให้เด็ก ๆ มีความคิดริเริ่ม  พัฒนาความคิด  การใช้เหตุผล  และมีสติปัญญากว้างขวางมากขึ้น  เป็นคนช่างสังเกต   เป็นนักสำรวจ   เป็นนักทดลอง  และเป็นนักประดิษฐ์ 

5.     พัฒนาการด้านการรับรู้ (Perception Growth)  การสร้างสรรค์งานศิลปะของเด็ก ๆ เป็นกระบวนการที่เด็ก ๆ จะได้รับความรู้จากการใช้ประสาทสัมผัส    กิจกรรมศิลปะจะช่วยพัฒนาการรับรู้ได้ 2 ทาง คือ  ทางแรกเป็นการรับรู้ทางด้านวัตถุตามความเป็นจริง    เช่น   รับรู้ปริมาตร  รูปทรง  พื้นผิว  สี  แสงเงา     และทางที่สองเป็นการรับรู้ทางด้านความคิดคำนึง  เป็นจินตนาการและการเพ้อฝันอย่างอิสระ  เช่น  ภาพในนิยายโบราณ  ภาพที่เกิดจากการฟังผู้อื่นเล่าเรื่องแล้วนำมาจินตนาการเป็นภาพ  หรือเรื่องเล่าที่เด็ก ๆ จินตนาการขึ้นมาเองหรือความคิดถึงวิธีการปรับปรุงผลงานให้ผู้อื่นชอบงานของตน   หรือภาพคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่ในสภาวะแวดล้อมของเด็ก ๆ เอง   เด็ก ๆ บางคนให้ความสนใจที่อยากจะทำให้งานของตนเองสวยงามมากขึ้น  ดีขึ้นอยู่เสมอ  อันเป็นการปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับเด็กผ่านการทำกิจกรรมศิลปะ  

6.     พัฒนาการด้านสุนทรียภาพ (Aesthetic Growth)  ความเจริญงอกงามทางสุนทรียะมีความเกี่ยวข้องกับความคิดและความรู้สึกจากประสาทสัมผัส   การแสดงออกทางศิลปะ  หรือการชื่นชมงานศิลปะได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับประสบการณ์ทางสุนทรียะของผู้นั้น   ซึ่งกิจกรรมทางศิลปะจะมุ่งเน้นการพัฒนาการรับรู้และสร้างสรรค์ความงามผ่านการทำงานศิลปะแบบต่าง ๆ  จึงกล่าวได้ว่า กิจกรรมศิลปะจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสุนทรียภาพ (ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อความงาม)   ประสิทธิภาพในการรับรู้ความงามและการถ่ายทอดออกมาของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน  ศิลปินมีความรู้สึกละเอียดอ่อนและสามารถถ่ายทอดเป็นงานศิลปะได้ลึกซึ้งกินใจกว่าบุคคลในอาชีพอื่น  

7.       พัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking Growth)    กิจกรรมศิลปะจะช่วยให้เด็ก ๆ รู้จักคิดวิเคราะห์ แยกประเภทของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องการการสร้างสรรค์งานศิลปะตลอดทั้งกระบวนการ   เช่น  กระบวนการคิดเลือกและตัดสินใจว่าจะสร้างสรรค์งานจิตรกรรมเรื่องอะไร  ตัดสินใจเลือกเทคนิคที่เหมาะสมในการแสดงออกในหัวข้อเรื่องนั้น ๆ   การแยกแยะคุณสมบัติขององค์ประกอบของศิลปะ เนื้อหา เรื่องราว  อารมณ์    ให้ตรงกับความปรารถนาที่จะแสดงออกจริง ๆ ของเด็ก ๆ เอง   การวิเคราะห์เพื่อเลือกใช้โครงสีที่ประสานสัมพันธ์กัน  การนำวัสดุบางอย่างมาประสานกันเพื่อให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์การสร้างสรรค์งาน   การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลตามประสบการณ์ของแต่ละคนเป็นคุณลักษณะของนักสร้างสรรค์ทางศิลปะทุกคน  

8.     พัฒนาการด้านสร้างสรรค์ (Creative Growth)  กิจกรรมทางศิลปะจะช่วยให้เด็ก ๆ ได้แสดงออกอย่างอิสระและค้นหาแนวทางการแสดงออกอย่างมีลักษณะเฉพาะตน   อันนี้เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของนักสร้างสรรค์  (มี Signature ลายเซ็นต์ของตัวเอง)   กิจกรรมศิลปะจะช่วยเด็ก ๆ ให้รู้จักคิดดัดแปลง  พลิกแพลง  ผสมผสาน  แก้ปัญหา หรือออกแบบในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้มีคุณค่าขึ้น   ทั้งในด้านรูปแบบและคุณภาพของผลงาน    รู้จักพัฒนาวัสดุที่ใช้ในการสร้างงานศิลปะ  ก่อให้เกิดความคิดแปลกใหม่ต่อผู้พบเห็น   การทำงานศิลปะเป็นการส่งเสริมให้มนุษย์สร้างสรรค์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด   ตราบเท่าที่ยังมีมนุษย์อยู่บนโลกนี้     

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2564

รูปแบบของงานศิลปะ เวอร์ชั่น 2

รูปแบบของงานศิลปะ  เวอร์ชั่น 2   

         บทความนี้ผู้เขียนต้องการอธิบายถึงรูปแบบของงานศิลปะ  ในอีกลักษณะหนึ่ง  อย่างไรก็ตามก็มีความคล้ายคลึงกับรูปแบบของงานศิลปะ ในเวอร์ชั่น 1  ในบางประเด็นในเวอร์ชั่น 1 รูปแบบของงานศิลปะมี 3 รูปแบบคือ รูปแบบเหมือนจริง  รูปแบบกึ่งนามธรรม และรูปแบบนามธรรม     ส่วนในเวอร์ชั่น 2   เราจะแบ่งรูปแบบของงานศิลปะเป็น 3 รูปแบบ   โดยมี  รูปแบบเลียนแบบนิยม  รูปแบบอารมณ์นิยม  และรูปแบบรูปทรงนิยม  มีรายละเอียด ดังนี้

1.  รูปแบบเลียนแบบนิยม (Imitationism)   หมายถึง  งานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อนำเสนอความเหมือนของสิ่งที่จะถ่ายทอด  ซึ่งศิลปะรูปแบบงานเลียนแบบนิยมนี้สอดคล้องกับคำนิยาม  คำว่า  ศิลปะ คือ การเลียนแบบธรรมชาติ    การตีความของผลงานไม่ซับซ้อน  แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาชัดเจนในรูปทรงและเนื้อหาเรื่องราวที่ปรากฏต่อสายตา   เช่น   จิตรกรรมภาพคนเหมือน   จิตรกรรมภาพสัตว์   จิตรกรรมภาพทิวทัศน์   ประติมากรรมรูปคนเหมือน / สัตว์  / พืช  เป็นต้น   ผลงานรูปแบบนี้ตรงกับคำว่าศิลปะรูปแบบเหมือนจริงก็ว่าได้     หากเป็นศิลปะสายดนตรีก็เป็นการใช้เครื่องดนตรีสร้างเสียงด้วยการเลียนแบบเสียงที่มีอยู่  เช่น  เสียงไก่ขัน  เสียงนกร้อง  เสียงน้ำตก  เป็นต้น  

ถ้าจะกล่าวถึงการเลียนแบบในความหมายที่กว้างกว่าแค่เหมือนสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือเหมือนสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์   เราก็จะก้าวไปถึงการเลียนแบบภาพในจินตนาการความเหนือโลก เช่น  โลกบาดาล  โลกสวรรค์  โลกในป่าหิมพานต์   ศิลปะไทยเป็นศิลปะแนวจินตนาการประดิษฐ์   แม้ลวดลายศิลปะไทยก็มีที่มาจากการเลียนแบบธรรมชาติ เช่น  ดอกไม้  ใบไม้  เถาวัลย์  เปลวไฟ  ฟัน  เป็นต้น   แนวศิลปะไทยแบบนี้ต้องยกให้ปรมาจารย์ท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์  และศิลปินไทยอีกหลายท่านในเวลานี้  

 


ตัวอย่างผลงานศิลปะเลียนแบบนิยม  ภาพจาก pixabay

2.  อารมณ์นิยม (Emotionalism)   หมายถึง  งานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อนำเสนอารมณ์ความรู้สึกภายในจิตของศิลปินเป็นหลัก   ผลงานบางชิ้นเลียนแบบคน สัตว์ได้เหมือนจริงมีกล้ามเนื้อ สีสันเหมือนมาก  แต่สิ่งที่ต่างจากศิลปะรูปแบบเลียนแบบนิยมคือ  ผลงานได้แสดงการสื่ออารมณ์มากเป็นพิเศษจนผู้ชมรับรู้ได้ทันทีว่า  ศิลปินสื่อความรู้สึกอย่างไร   เช่น  คนที่กำลังโศกเศร้า  คนที่กำลังจะถูกฆาตรกรรม  คนที่กำลังจะจมทะเลตะเกียกตะกายเพื่อจะอยู่รอด   ภาพเหล่านี้จะเขียนหน้าตา กล้ามเนื้อ กริยาท่าทาง  ดวงตา  สื่ออย่างชัดเจน  กระตุ้นเร้าอารมณ์ผู้ดูให้รู้สึกร่วมได้อย่างลึกซึ้ง  ผลงานเหล่านี้มีปรากฏโดดเด่นในประวัติศาสตร์ศิลปะ  คือ  ศิลปะลัทธิโรแมนติกส์ (Romanticism)   ผลงานที่โดดเด่นของศิลปินไทย  ผู้เขียนชื่นชม งานจิตรกรรมของคุณประทีป คชบัว   เช่น ภาพกินบ้านกินเมือง  เป็นต้น  เป็นการเขียนภาพเหมือนผสมจินตนาการสื่อเรื่องราวที่ชวนคิด รวมแล้วสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่ลึกมาก ผลงานของท่านอยู่ในหอศิลป์ MOCA จำนวนมาก   ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้  และอีกท่านหนึ่งคือ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของโลก  เป็นงานที่สื่ออารมณ์ความรู้สึกสะเทือนอารมณ์อย่างที่สุด 

 



ตัวอย่างงานศิลปะอารมณ์นิยม  ภาพจาก pixabay

3.  รูปทรงนิยม (Formalism)  หมายถึง  งานศิลปะที่มุ่งเน้นการนำเสนออารณ์ความรู้สึกภายในของศิลปินที่มี่ต่อเรื่องราวต่าง ๆ โดยใช้กระบวนทัศน์ทางความคิดในการนำองค์ประกอบของศิลปะ (Element of Arts) เช่น จุด เส้น สี  รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว พื้นที่ว่าง  มาจัดวางตามหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ (Principle of Arts)  จนเกิดลักษณะเฉพาะตนของศิลปินแต่ละคน  เป็นการสำแดงพลังอารมณ์และจินตนาการสร้างสรรค์ที่ยากล้ำลึกไม่แพ้ศิลปะรูปแบบอื่น ๆ เลย  อีกทั้งยังเปิดอิสระกว้าง ๆ ให้ผู้ชทผลงานได้จินตนาการตามใจของตนเอง  ไม่จำเป็นต้องตรงกับจินตภาพทางความรู้สึกนึกคิดของศิลปินผู้สร้างสรรค์  แต่อย่างไรก็ตาม  ความรู้สึกร่วมกันบางอย่างก็จะยังคงอยู่ ทั้งศิลปินและผู้ชมจะมีแก่นของความรู้สึกบางอย่างตรงกัน  แม้จะมีรายละเอียดอื่นต่างกันไปบ้างก็ตาม   เช่น  การใช้สีตัดกันอย่างรุนแรง  การกระแทกปาดป้ายด้วยสีน้ำมันเป็นทางยาว  เป็นการสื่อความรู้สึกด้วยอารมณ์ของสีและทิศทางของการจัดวางสีที่ประสานกันอย่างรุนแรง  ย่อมสื่อถึงความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจแก่ผู้ชมได้ไม่น้อย   ศิลปะที่ผู้เขียนชื่นชมศิลปินญี่ปุ่นท่านหนึ่งเธอชื่อYayoi Kusama  เธอแสดงผลงานประติมากรรมรูปทรงนิยม โดยใช้องค์ประกอบศิลป์หลักคือ  จุด รูปทรง สี และพื้นที่ว่าง   ผลงานสื่อให้ชวนฝัน  เห็นถึงความงาม และความน่าทึ่งเป็นอย่างมา   ศิลปะรูปแบบนี้เปรียบได้กับศิลปะนามธรรมนั่นเอง 

 


ผลงานของ Yayoi Kusama  ศิลปะรูปทรงนิยม  ภาพจาก pixabay

อ่านจบแล้ว  จะรู้สึกได้ว่า   ศิลปะไม่ว่ารูปแบบไหน  เวอร์ชั่น 1 หรือ 2  ก็สร้างความสุข ความสนุก ความเพลิดเพลินใจ  ให้ผู้ชมได้ไม่แพ้กันนะคะ   ท่านใดมีเวลาก็เชิญชมผลงานศิลปะในหอศิลป์  หรือมีการแสดงงานศิลปะที่ใดในจังหวัดของท่านก็ลองติดตามดูนะคะ   

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564

ศิลปะสายตรง / ศิลปศึกษา/ สถาปัตยกรรม ต่างกันอย่างไร


ภาพจาก https://pixabay.com/th/photos

ศิลปะสายตรง / ศิลปศึกษา/ สถาปัตยกรรม ต่างกันอย่างไร    

         บทความนี้ผู้เขียนต้องการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับคำศัพท์เฉพาะทางวิชาการแก่ผู้ที่สนใจที่จะเรียนต่อ หรือผู้สนใจในศิลปะทั่วไป    หรือผู้ปกครองที่ต้องการจะแนะแนวทางการเรียนแก่บุตรหลาน   นักเรียน  นักศึกษาที่ต้องการเรียนต่อสายศิลปกรรม 

ท่านมีทางเลือกมากมายในยุคดิจิทัลนี้จริง ๆ   อย่างแรกเลยมาทบทวนความหมายของคำว่าศิลปะ    และต่อด้วยทำความเข้าใจ  คำว่า  ศิลปศึกษาในโรงเรียน  ศิลปศึกษาในระดับอุดมศึกษา  และศิลปะสายตรง   คืออะไร  มีขอบข่ายอย่างไรนะคะ

ศิลปะ (Art) ได้รับการนิยามความหมายไว้หลากหลายมาก  ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในหลายบทความ  กล่าวโดยภาพรวม ได้ดังนี้

ศิลปะคือการเลียนแบบธรรมชาติ

ศิลปะเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ของบุคลิกภาพของมนุษย์   (Art is the emotional expression of human personality.)  (เวร็อง Eugene Veron) 

ศิลปะคือการถ่ายทอดความรู้สึก (ต็อลสต็อย (Leo Tolstoi)      

ศิลปะ คือ ผลแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ     ความประทับใจ   หรือความสะเทือนอารมณ์  ตามอัจฉริยภาพ   พุทธิปัญญา   ประสบการณ์    รสนิยม  และทักษะของแต่ละคน  เพื่อความพอใจ  ความรื่นรมย์  ขนบธรรมเนียม  จารีต    ประเพณี  หรือความเชื่อในลัทธิศาสนา    (ราชบัณฑิตยสถาน 2530 หน้า15) 

ศิลปกรรมแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ วิจิตรศิลป์ กับ ประยุกต์ศิลป์ 

วิจิตรศิลป์สร้างขึ้นเพื่อจรรโลงใจ  ประยุกต์ศิลป์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย

วิจิตรศิลป์ ได้แก่ ทัศนศิลป์ (จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สื่อผสม สถาปัตยศิลป์)  ประยุกต์ศิลป์ ได้แก่  งานออกแบบ (มัณฑนศิลป์ อุตสาหกรรมศิลป์/ออกแบบผลิตภัณฑ์  ศิลปะชาวบ้าน นิเทศศิลป์  สถาปัตยกรรม)

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าศิลปะ คืออะไร  มีอะไรบ้างที่อยู่ในข่ายของศิลปกรรม  แล้วศิลปศึกษาล่ะ  แปลว่าการศึกษาถึงงานศิลปกรรมทุกอย่างเลยใช่มั๊ย   เอาล่ะเราจะมาทำความเข้าใจกันนะคะว่า  ศิลปศึกษาคืออะไร มีขอบข่ายอย่างไรบ้าง

คำว่าศิลปศึกษา (Art Education)   หมายถึง  การจัดมวลประสบการณ์หรือการจัดกิจกรรมทางศิลปะให้กับผู้เรียนในสถานศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา  เรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ   คำนี้เป็นศัพท์เฉพาะอีกคำหนึ่งในสายศิลปะ   

          ในโรงเรียนระดับพื้นฐานการศึกษา  การเรียนวิชาศิลปศึกษา  เราจะเรียกว่าวิชาศิลปะหรือวิชาศิลปศึกษา   คุณครูจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจิตรศิลป์ และงานประยุกต์ศิลป์   ก็คือ  งานวิจิตรศิลป์ได้แก่ กิจกรรมการวาดรูป  การวาดรูประบายสี   การปั้นดินเหนียว  การปั้นดินน้ำมัน   การปั้นดินโด   การทำสลาฟแล้วเอามาปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ   การแกะสลักไม้ชิ้นเล็ก ๆ  การทำพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ธรรมชาติอย่างก้านกล้วยเอามาจุ่มสีแล้วพิมพ์บนกระดาษต่อ ๆ กันเป็นรูปดอกไม้   ทำการภาพปะติดเป็นรูปต่าง ๆ ตามจินตนาการ   เป็นต้น   เหล่านี้  เป็นงานด้านวิจิตรศิลป์ที่เด็ก ๆ สร้างสรรค์ขึ้น  โดยเน้นความสุขในการสร้างสรรค์  เรียกว่า  งานศิลปะเด็ก   ทักษะฝีมือ ความคิดก็จะเป็นไปตามวัยของเด็ก      

อีกกิจกรรมทางศิลปะ  ที่เด็ก ๆ ชอบก็คือ  กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานประยุกต์ศิลป์  ก็คืองานเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ  เช่น การนำภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมมาสอนนักเรียนให้ทำของใช้ ตัวอย่างได้แก่  การถักเชือก ผูกเชือก ให้เป็นกระเป๋าย่าม  การทอเส้นเชือกอย่างง่าย   การสานกระดาษสีแล้วขึ้นรูปเป็นตะกร้า การทำตะกร้าด้วยลวดประดิษฐ์   การออกแบบกระเป๋าด้วยกระดาษ/ถุงพลาสติก  การตอกกระดาษหรือตอกหนังทำตัวการ์ตูนหรือหนังตะลุง การทำหุ่นจากการตัดกระดาษมาต่อกันเป็นหุ่นจำลองเฟอร์นิเจอร์ชั้นวางของ ชั้นวางรองเท้า   การทำของเล่นง่าย ๆ จากเศษวัสดุที่บ้าน  การออกแบบตัวอักษร  การออกแบบปกหนังสือ  การออกแบบลวดลายบนกระดาษห่อของขวัญ  การออกแบบกล่องของขวัญ  การใช้แอปพลิเคชั่นในมือถือ/แทปเล็ตตกแต่งภาพ/ทำภาพเคลื่อนไหวที่มีองค์ประกอบที่สวยงาม  เป็นต้น  การออกแบบต่าง ๆ เหล่านี้  เน้นการสร้างสรรค์เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน  

จะสังเกตเห็นว่าไม่ว่ากิจกรรมในโรงเรียนจะเป็นงานในหมวดวิจิตรศิลป์หรือหมวดประยุกต์ศิลป์  ล้วนเน้นการสร้างสรรค์  การส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้มีจินตนาการที่กว้างไกล  มีการฝึกทักษะตามสมควรแก่วุฒิภาวะของเขา  กิจกรรมอันทรงคุณค่านี้จะช่วยส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตให้มีความสุข  ลดภาวะความตึงเครียดทางกายทางใจของเด็ก ๆ   ได้สร้างมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ  มีความอ่อนโยนในจิตใจ  รู้จักรักสวยรักงาม  

          คำว่าศิลปศึกษา  ในระดับอุดมศึกษา  เป็นชื่อสาขาวิชาในคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์   เป้าหมายของหลักสูตรคือสร้างผู้เรียนให้ไปเป็นครูอาจารย์ นักวิชาการศิลปศึกษา  การเรียนการสอนเน้นการเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของสายวิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์ ผนวกกับการเรียนวิชาชีพครูด้วย  เพื่อบัณฑิตจะได้นำความรู้ในงานศิลปกรรมทั้งสองประเภทไปถ่ายทอดให้กับผู้เรียนได้      สรุปคนเรียนครู  เพื่อไปเป็นครูสอนศิลปะ ต้องเรียนรู้ทำให้เป็นทำความเข้าใจทั้งวาดรูป  ปั้น  พิมพ์  ประดิษฐ์  หัตถกรรม  ออกแบบกราฟิก  ออกแบบผลิตภัณฑ์   เทคนิคการสอน  เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์  การทำวิจัยในชั้นเรียน   การพัฒนาการสอน  เป็นต้น    

          การเรียนศิลปะสายตรง   ในระดับอุดมศึกษา  ก็คือ  ไม่ใช่เรียนศิลปะสายครู   ผู้เรียนต้องเลือกว่า  จะเรียนทางวิจิตรศิลป์  หรือประยุกต์ศิลป์   ซึ่งไม่ได้เรียนวิชาชีพครู  จึงมีเวลาในการฝึกฝนในศิลปะสายตรงอย่างลุ่มลึก 

ถ้าในสายวิจิตรศิลป์ ก็มีแยกออกไปอีกว่าจะเรียนวิชาเอกสายไหน  เช่น  วิชาเอกจิตรกรรม  วิชาเอกประติมากรรม  วิชาเอกภาพพิมพ์  วิชาเอกศิลปะไทย  วิชาเอกทฤษฎีศิลปะ  เป็นต้น  บางมหาวิทยาลัยก็เรียนรวม ๆ โดยเรียกชื่อว่า วิชาเอกวิจิตรศิลป์     สาขาเหล่านี้มุ่งเน้นการรู้จักการแสดงออกซึ่งบุคลิกภาพ ความรู้สึกภายในของตน ด้วยกระบวนวิธีการเฉพาะตน อย่างชัดเจน  มีทักษะฝีมือยอดเยี่ยม  มีแนวความคิดพวยพุ่งด้วยพุทธิปัญญา   มีความคิดสร้างสรรค์สูง   มีความเป็นเลิศในวิชาชีพศิลปะ

ถ้าเรียนในสายประยุกต์ศิลป์ ก็มีแยกออกไปอีกเช่นกันว่าจะเรียนสาขาไหน  เช่น สาขาออกแบบภายใน/มัณฑศิลป์   สาขาออกแบบเครื่องพัตราภรณ์    สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์  / ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  สาขาออกแบบเฟอร์นิเจอร์   สาขาออกแบบศิลปอุตสาหกรรม   สาขาออกแบบเครื่องประดับ   สาขานิเทศศิลป์/นฤมิตรศิลป์  (กราฟิก)สาขาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ (ออกแนวสายวิทย์)  สาขาออกแบบกราฟิกดิจิทัล  สาขาการถ่ายภาพ  เป็นต้น   สาขาเหล่านี้เน้นการเป็นนักออกแบบมืออาชีพ   เป็นผู้ที่มีความคิดเฉียบแหลมในการมองเห็นความต้องการของผู้บริโภค การวิเคราะห์ความต้องการเหล่านี้เพื่อนำมากำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งที่จะต้องออกแบบเพื่อตอบสนองความปรารถนาในความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของผู้คน  

การเรียนสายสถาปัตยกรรม  สาขานี้เติบโตเกินกว่าจะเรียกรวมไว้ในสายประยุกต์ศิลป์  จึงแยกตัวออกมา  มีการพัฒนาองค์ความรู้กว้างขวางชัดเจน  สร้างคุณประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์โดยรวม และประเทศชาติบ้านเมืองมากมาย   ในสายสถาปัตยกรรม  มีหลายสาขา  อาทิเช่น  สาขาสถาปัตยกรรม (เรียกว่า ถาปัตย์หลัก)   สาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม  สาขาการออกแบบผังเมือง  สาขาภูมิสถาปัตย์  เป็นต้น  

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...