วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

บทความวิจัยโดนปฏิเสธ ต้องทำอย่างไร


ที่มาภาพ : https://pixabay.com/th/illustrations

บทความวิจัยโดนปฏิเสธ ต้องทำอย่างไร  

          ในการประกอบอาชีพครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษาทุกระดับ   มีความก้าวหน้าทางวิชาชีพด้วยการทำผลงานทางวิชาการ  เพื่อเลื่อนระดับ  และเมื่อเลื่อนระดับแล้วหลังจากนั้นต้องรักษาระดับไว้   ด้วยการทำผลงานทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง  การทำผลงานทางวิชาการนอกจากการเขียนหนังสือ  แต่งตำรา   แล้วก็มีการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องในสายวิชาชีพเฉพาะในสาขานั้น ๆ    การทำวิจัยต้องนำเสนอโดยเผยแพร่ในวารสารหรือที่ประชุมวิชาการที่วิชาชีพนั้น ๆ ยอมรับ   

          การเขียนบทความวิจัยที่เขียนขึ้นตามหลักวิชาการ  สามารถนำเสนอเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร   และการนำเสนอในที่ประชุมวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในรวมบทความวิจัย (Proceeding)  

          ความเป็นไปได้ที่บทความวิจัยจะโดนปฏิเสธในการตีพิมพ์  เหตุผลอาจมีดังนี้

          มีชื่อเรื่องและเนื้อหาใกล้เคียงกับสิ่งที่ได้ตีพิมพ์ไปแล้ว  ในอดีต

          มีเนื้อหาใกล้เคียงกับผู้อื่นที่ส่งมาก่อนหน้านี้  เช่น งานของเราส่งถึงผู้ดูแลวารสารช้ากว่าของผู้อื่น 1 สัปดาห์ เป็นต้น

          มีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับ Scope เนื้อหาของวารสารที่เราส่งงานไปนำเสนอ 

          การลำดับเนื้อหาและวิธีการนำเสนอ  ไม่ชัดเจน เขียนงง ๆ หรือนำเสนอไม่น่าสนใจเท่าที่ควร

          ระเบียบวิธีวิจัยไม่ถูกต้อง 

          ที่มาของข้อมูลไม่ชัดเจน เชื่อถือไม่ได้   ไม่ระบุปัญหาหรือสิ่งที่ต้องการสืบค้น

          การตั้งสมมติฐานและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติไม่ถูกต้อง

          สรุปผลและอภิปรายผลไม่ชัดเจน

          เอกสารอ้างอิงไม่มีอยู่จริง หรือไม่ถูกต้อง

          เนื้อหาแต่ละส่วนไม่สอดคล้องกัน  ไม่เป็นเหตุเป็นผลกัน

          เป็นต้น 

          เมื่อบทความวิจัยถูกปฏิเสธการตีพิมพ์  ไม่ว่าทางวารสารจะมีข้อเสนอแนะมาหรือไม่มี   เราผู้เป็นเจ้าของงานควรนำมาพิจารณาทบทวนอีกครั้งแล้วแก้ไข     ซึ่งเราอาจส่งไปที่วารสารเดิมอีกครั้ง   หรือส่งในวารสารอื่นก็ได้        หรือส่งไปเวทีที่ประชุมวิชาการก็ได้    ไม่ว่าเวทีใดก็จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewer) อย่างน้อย 2 คนเป็นผู้อ่านแบบ Blind  (คือผู้ตรวจไม่เห็นชื่อเจ้าของบทความ)  หากคุณภาพงานผ่านเกณฑ์ก็จะได้รับการตีพิมพ์  ซึ่งก่อนหน้านั้นอาจได้รับ comment ให้แก้ไข  แล้วส่งกลับมาอีกครั้งก่อนตีพิมพ์  เราก็แก้ไขตามที่ผู้ทรงคุณวุฒิแนะนำ หากประเด็นใดไม่แก้ ต้องบอกเหตุผลตามหลักวิชาการแนบบทความที่ส่งกลับมาด้วย

การเลือกวารสารทางวิชาการ  ควรเลือกให้ตรงกับคุณภาพงานของเรา  หากงานของเราดีก็ควรส่งในวารสารระดับ teer 1    ซึ่งวารสารมี 4 ระดับ คือ วารสารระดับ teer 1- teer 4 หรือ วารสารอยู่ใน Quadrant 1 - Quadrant 4      

วารสาร Teer 1  หรือ Q 1 คือระดับสูงสุด  Teer 2 หรือ Q 2 คือวารสาระดับรองลงมา  3  4  รองลงมาตามลำดับ   เราสามารถสืบค้นได้  เช่น  วารสารในฐานข้อมูล TCI 1  วารสารในฐานข้อมูล ISI  วารสารในฐานข้อมูล Scopus    วารสารในฐานข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นที่ยอมรับของวิชาชีพ

หากบทความวิจัยถูกปฏิเสธจากวารสาร Teer 1 เราสามารถปรับการเขียน แก้ไข  แล้วส่งในวารสาร Teer 2 ทั้งนี้  ต้องเลือกวารสารที่มี Scope เนื้อหาตรงกับเนื้อหาของเราหรือเราต้องปรับเนื้อหาให้ตรงกับ Scope ของวารสาร   และทำคุณภาพของงานให้เหมาะสมด้วย

การส่งบทความวิจัยหรือบทความวิชาการไปตีพิมพ์  ต้องส่ง 1 บทความต่อ 1 ที่เท่านั้น แล้วรอผลการตรวจพิจารณา  ห้ามส่งบทความเดิมไปหลายที่ในเวลาเดียวกัน  และหากบังเอิญ  บทความเดียวกันได้รับการตีพิมพ์ใน 2 วารสาร แล้วนำไปขอตำแหน่งทางวิชาการ   ท่านจะไม่สามารถนำบทความนั้นมาขอตำแหน่งทางวิชาการได้หากถูกคณะกรรมการตรวจสอบตรวจพบ     และแม้ว่าท่านจะได้รับอนุมัติตำแหน่งทางวิชาการไปแล้ว   แล้วมาตรวจพบทีหลัง    ท่านจะถูกเพิกถอนตำแหน่งทางวิชาการนั้น  

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ปัญหานักศึกษาปี 1 น้องใหม่สายศิลป์

 ปัญหานักศึกษาปี 1 น้องใหม่สายศิลป์     


ที่มาของภาพ https://pixabay.com/th/illustrations

ปัญหานักศึกษาปี 1 น้องใหม่สายศิลป์     

น้องใหม่สายศิลป์  คือ  นักศึกษาผู้แรกเข้าเรียนสาขาศิลปกรรม ระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ 1  ที่สอบเข้ามาเรียนในสายศิลปะ ออกแบบ  สถาปัตยกรรม  ศิลปศึกษา  ไม่ว่าจะเข้ามาด้วยวิธีการใดก็ตาม   ขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ 

น้องใหม่ ปี1 ที่มีพื้นฐานทางศิลปะ  คือผู้ที่ได้เรียนรู้วิชาศิลปะ  เช่น  วาดเส้น  องค์ประกอบศิลป์   ประวัติศาสตร์ศิลป์  การออกแบบ  เป็นต้น  ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมาแล้ว  และหรือไปศึกษาเพิ่มเติมไม่ว่าจะศึกษาด้วยตนเอง หรือไปติวเพิ่ม   กลุ่มนี้นับว่ามีความสนใจที่จะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในสายศิลป์เป็นทุนเดิม   จึงมีความมุ่งมั่นเต็มที่  เตรียมแฟ้มสะสมผลงาน (portfolio)  พร้อมสอบเข้า     

น้องใหม่กลุ่มนี้หากได้รับการสนับสนุน  ได้รับความเข้าใจ  สนใจ  ใส่ใจจากผู้ปกครอง  นักศึกษาจะมีความสุขในชีวิตการเรียน   พร้อมที่จะทะยานก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด  ไม่ว่าอาจารย์ผู้สอนจะให้ทำกิจกรรมการฝึกฝนแบบใดก็จะตั้งใจทำ 

อ้าว  แล้วมีปัญหาอะไรล่ะ   พร้อมซะขนาดนี้     อย่าลืมนะจ๊ะว่าในชั้นเรียนไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่มีความพร้อม    การเลือกคบเพื่อน  ก็มีส่วนในการเดินทางชีวิตให้ประสบความสำเร็จ  การได้เจอกับอาจารย์ที่สื่อสารกันเข้าใจ  รวมทั้งการได้เข้ามาในสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมในด้านเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องจักร     และที่สำคัญมากคือผู้ปกครองยังคงเข้าใจให้การสนับสนุนการเรียน    ยังมีกำลังส่งเสียให้นักศึกษาได้เรียนจนจบ   ไม่มีปัญหาครอบครัวระหว่างการเรียนตลอดหลักสูตร    และตัวน้องใหม่ยังหัวใจสดตลอด  ไม่เหี่ยวไม่แฟบซะก่อน  มีไฟ กระตือรือร้นสม่ำเสมอ  อย่างนี้เรียนสำเร็จแน่นอน 

น้องใหม่สายศิลป์  ที่ไม่มีพื้นฐานทางศิลปะแถมมีปัญหาอื่น ๆ อีก     คือผู้ที่ได้เรียนมาน้อย   จะว่าไม่เคยเรียนก็ไม่ได้    เพราะในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีวิชาศิลปะเป็นวิชาบังคับอยู่แล้ว    แต่อาจไม่มีครูสอนในรายวิชาศิลปะที่จบศิลปะมาโดยตรง   หรือครูสอนมาอย่างดีแล้ว     แต่ผู้เรียนมิได้รับรู้หรือฝึกฝนอย่างเต็มที่    ไม่ติวเพิ่มมาก่อนเข้าเรียน    หากเจอปัญหาผู้ปกครองไม่เข้าใจ  มีปัญหาครอบครัว  ไม่มีกำลังส่งให้เรียน   มหาวิทยาลัยมีทุนกู้ยืมเรียนนักศึกษาก็ไม่ส่งขอทุน   ต้องเรียนไปทำงานไปโดยจัดสรรเวลาไม่ลงตัว    สุขภาพกายไม่ปกติ  สุขภาพใจไม่ปกติ    บางคนมีปัญหาอย่างเดียว  บางคนมีปัญหาหลายอย่าง  แตกต่างกันไป

ปัญหาของผู้แรกเข้าที่มีพื้นฐานทางศิลปะมาน้อยหรือไม่มีเลย  เมื่อเข้ามาจะเจอโครงการปรับพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียนก่อนเปิดเทอมแรก    นักศึกษาบางคนก็จะรู้ตัวเองแล้วว่า  “เราไม่ควรมาสายนี้”  ยอมรับตนเองและเปลี่ยนสาขา   เปลี่ยนที่เรียน   ผู้ปกครองบางคนเข้าใจมาพาลูกลาออกไปสอบที่อื่น   ผู้ปกครองบางคนสนใจชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยที่ลูกสอบได้มากกว่าหัวใจของลูก   ส่วนบางคนจ่ายค่าเทอมไปแล้วก็ไม่อยากให้เสียเปล่าเพราะเงินไม่ได้หามาง่าย ๆ

          นักศึกษาหลายคนติดเพื่อนแล้ว ฝืนใจเรียนต่อไป  แต่มาเรียนแบบไม่มีหัวใจ อยู่ไปวัน ๆ   นักศึกษาหัวใจนักกีฬาไม่ใช่หัวใจศิลป์   นักศึกษามีเงินแต่ไม่มีใจก็จ้างเพื่อนช่วยทำงานแลกเกรด   สาระพัดการแสดงออกของนักศึกษาที่มีทัศนคติเชิงลบ บั่นทอนเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ  ครูอาจารย์ และเพื่อนร่วมชั้น 

          ปัญหาอาจลดลงหากก่อนจะตัดสินใจมาเป็นน้องใหม่สายศิลป์  คือ  มีสติรู้ตัวว่าตนเองรักในการเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ งานออกแบบ   ชนิดที่เรียกว่าพร้อมจะทุ่มเทเวลาในชีวิตเพื่อพัฒนาศักยภาพในตนเองอย่างแท้จริง    

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

6 ขั้นตอนการเรียนรู้วิชาศิลปศึกษา

6 ขั้นตอนการเรียนรู้วิชาศิลปศึกษา  

         ในคำอธิบายรายวิชาจะเขียนไว้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถแยกออกมาให้เห็นขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้วิชาศิลปศึกษาได้ 6 ขั้นตอน  ดังนี้

          ขั้นตอนที่  1  ศึกษาสังเกตสิ่งแวดล้อม  ได้แก่  สังเกตสิ่งที่มีในธรรมชาติ (มนุษย์ สัตว์ พืช)  และสังเกตสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น (วัตถุสิ่งของต่าง ๆ   ศิลปะไทย ศิลปะท้องถิ่น ศิลปะสากล เป็นต้น)  ขั้นแรกนี้ฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต  เป็นนักค้นคว้า นักสำรวจ  สนใจสิ่งที่อยู่รอบตัว  เรียกขั้นตอนนี้ว่าเป็นขั้นตอนของการแสวงหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะ   เช่น  เด็กบางคนชอบภาพทิวทัศน์ภูเขา  ทิวทัศน์ทะเล   ชอบดอกไม้   ชอบสัตว์เลี้ยง  ชอบสัตว์ชนิดต่าง ๆ ในสวนสัตว์  ชอบยานพาหนะชนิดต่าง ๆ   เป็นต้น  หรือจะเป็นชอบกิจกรรมประเพณีของท้องถิ่น   การร่ายรำประจำภูมิภาค  เป็นต้น   สิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจให้เด็ก  และถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะเด็กในรูปแบบต่าง ๆ ได้

          ขั้นตอนที่  2  ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการออกมาเป็นงานศิลปะในรูปแบบ เทคนิค และเรื่องราวต่าง ๆ  ฝึกการแสดงออกโดยผ่านทางศิลปะ  เพื่อพัฒนาอารมณ์  สุนทรียภาพ  การรับรู้ความงาม  การแก้ปัญหาในการสร้างสรรค์  พัฒนาความคิดสร้างสรรค์   ถ้าเพียงแต่คิดแล้วไม่ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะก็ไม่ถือว่าความคิดนั้นเป็นศิลปะ   ฉะนั้น  ขั้นตอนของการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดนี้จึงเป็นขั้นที่สำคัญมาก  และการถ่ายทอดหรือการปฏิบัติงานศิลปะเป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านศิลปะของผู้เรียนด้วย   เช่น   พฤติกรรมชอบวาดรูประบายสี   ชอบประดิษฐ์ด้วยกระดาษ  ชอบปั้นดิน   ชอบแกะสลัก   ชอบถักทอ   เป็นต้น  พฤติกรรมที่แสดงให้เห็นนี้หากได้รับการบ่มเพาะที่ดีจะสร้างเสริมลักษณะนิสัยความเป็นนักประดิษฐ์ให้กับเด็ก  

          ขั้นตอนที่  3  อภิปรายผลการปฏิบัติและผลของความรู้สึกของตนเองเมื่อได้ทำงานศิลปะ   เช่น  ความสนุกสนานเพลิดเพลิน  ความชื่นชมในผลงานทั้งผลงานของตนเองและของผู้อื่น   การอธิบายถึงกระบวนการทำงาน   การแก้ปัญหาการทำงานของตนเอง   บอกถึงระดับความพึงพอใจในผลงานที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้น   ขั้นตอนนี้จะทำให้เกิดความคิดแตกแขนง  อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากระบวนการคิด  ความคิด และการพัฒนาผลงานของตนเองในโอกาสต่อไป   อีกทั้งยังเป็นการฝึกวิเคราะห์ความรู้สึกภายในใจของตนเอง  ฝึกตัดสินใจในการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ชัดเจนว่าคิดอย่างไร คิดถึงอะไร  นอกจากนั้นยังเป็นขั้นตอนที่เด็กจะได้ฝึกการพูดคุยถึงความรู้สึกนึกคิดของตนอย่างเปิดเผย เป็นการคลายความตึงเครียดในสมอง  ทำให้จิตใจสดชื่น และฝึกการเข้าสังคมด้วย

          ขั้นตอนที่  4  วิจารณ์งานศิลปะ    คือ   การพูดถึงงานศิลปะอย่างมีหลักการ  ขั้นตอนนี้เป็นการฝึกเด็กให้รู้จักวิจารณ์งานอย่างมีหลักเกณฑ์ทางศิลปะ  ฝึกมารยาทในการวิจารณ์งานศิลปะ   ฝึกการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น    รู้จักให้กำลังใจ     ฝึกยอมรับผลงานของผู้อื่น  เรียนรู้ศิลปะอย่างละเอียดถี่ถ้วน    เกิดความเข้าใจในขั้นตอนการทำงาน  วิธีการแก้ปัญหาทางความคิด  การคัดเลือกวัสดุ  การประสานสัมพันธ์ขององค์ประกอบศิลป์    เด็กประถมศึกษากำลังเรียนรู้การทำงานศิลปะร่วมกัน แต่ละคนย่อมีฝีมือ และความเข้าใจที่ไม่เท่ากัน  ดังนั้น  การพูดถึงงานของเพื่อนร่วมชั้นด้วยวาทะศิลป์ที่ดีจะเป็นกำลังใจให้แก่กันและกัน  และเป็นการสร้างมิตรภาพ   การสอนให้เด็กรู้จักวิจารณ์งานศิลปะจะช่วยส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ที่มีความรักในการทำงานศิลปะ รู้จักชื่นชมงานศิลปะ  เป็นผู้บริโภคงานศิลปะที่มีคุณภาพ  นับเป็นการสร้างชาติไทยของเราให้วิวัฒนาสืบไป

          ขั้นตอนที่  5  รู้จักแก้ไขข้อบกพร่อง   เป็นขั้นตอนที่ฝึกเด็กให้รู้จักยอมรับความสามารถของตนเองและรู้จักพัฒนาตนเองอย่างถูกวิธี  เมื่อผู้เรียนผ่านขั้นตอนการวิจารณ์งานศิลปะได้ย่อมมองเห็นข้อบกพร่องและรู้วิธีแก้ปัญหาในการสร้างสรรค์งาน   ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ผู้เรียนพร้อมที่จะแก้ไขเพื่อพัฒนางานและเพิ่มความชำนาญให้กับตนเอง  นอกจากนั้นยังช่วยให้เด็กได้เห็นถึงความเป็นตัวตนของตนเองว่าชอบที่จะสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างจริงจังเพียงใด   มากพอที่จะคิดสานต่อเพื่อเรียนในสายนี้ให้สูงขึ้นจนเป็นอาชีพในฝันในอนาคตหรือไม่    หรืออาจจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและเป็นผู้ที่จะคอยให้การสนับสนุนการสร้างสรรค์งานของศิลปินในอนาคตก็เป็นได้

          ขั้นตอนที่  6  จัดนิทรรศการ   เป็นขั้นตอนการเผยแพร่ผลงานศิลปะสู่สาธารณะ  ที่ฝึกให้เด็กรู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม   รู้จักพัฒนารสนิยมทางศิลปะ  ตระหนักในคุณค่าแห่งสุนทรียะของงานศิลปะ  รู้จักนำเสนอผลงานศิลปะต่อสาธารณชน  อันจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในความสามารถทางศิลปะของตนเอง   และเก็บความทรงจำดี ๆ นี้เล่าต่อพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูง  หรือลูกหลานของตนในภายหน้า   อีกทั้งยังสามารถนำมาเขียนประวัติส่วนตัว (Portfolio) เพื่อใช้สมัครสอบในระดับที่สูงขึ้น หรือสมัครงานในสายนี้ได้ด้วย

          ในความเป็นจริงแล้ว  นอกจากการเรียนรู้วิชาศิลปะในระดับประถมศึกษาจะเป็นไปตามลำดับขั้นตอนดังกล่าวนี้แล้ว   ในการเรียนสายวิชาศิลปะหรือการออกแบบในระดับที่สูงขึ้น   อย่างระดับมัธยมศึกษา  อาชีวศึกษา  และโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาก็ใช้ขั้นตอนการเรียนรู้ในแบบเดียวกันนี้อีกด้วย   เห็นแล้วใช่มั๊ยล่ะคะว่า  การเรียนวิชาศิลปะมีคุณค่าต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากแค่ไหน   ใครสนใจจะเรียนต่อสายนี้ก็อย่าลังเล  ตัดสินใจได้เลยค่ะ

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE


วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

การออกแบบผลิตภัณฑ์ : สายวิชาประยุกต์ศิลป์

การออกแบบผลิตภัณฑ์ : สายวิชาประยุกต์ศิลป์   

          การออกแบบผลิตภัณฑ์  หมายถึง  การวางแผนงานในการสร้างสรรค์ผลผลิตทั้งกระบวนการจนกระทั่งเกิดผลผลิตที่มีประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นก็เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น  มีความสุข  สนุก  สะดวกสบายมากขึ้น    และอาจช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ดีขึ้น     ตัวอย่างผลผลิตในการออกแบบผลิตภัณฑ์  เช่น 

การออกแบบของเล่นสำหรับทารก  สำหรับเด็กเล็ก   เด็กประถมศึกษา  มัธยมศึกษา  ส่วนใหญ่เป็นของเล่นเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของร่างกาย  อารมณ์  สังคม  และสติปัญญา  รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์   เน้นความสนุกในการเล่น   จะเป็นของเล่นที่มีกลไกหรือไม่มีกลไกก็แล้วแต่จะออกแบบ   (Mechanic Toy/Non-Mechanic Toy)    การออกแบบของเล่นส่งเสริมการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ เน้นของเล่นที่ต้องทดลองทำ    การออกแบบของเล่นส่งเสริมจินตนาการ   การออกแบบของเล่นส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับเด็กเล็ก    การออกแบบบอร์ดเกมส์   เกมส์กระดานต่าง ๆ สุดแล้วแต่จะแต่เรื่องมาเล่าและสร้างเป็นเกมส์ที่เล่นกันหลาย ๆ คนเพื่อส่งเสริมการเล่นเพื่อสร้างสังคมให้เด็กรู้จักยอมรับกติกาของสังคม    เป็นต้น   นอกจากออกแบบของเล่นเป็นชุดที่เล่นในพื้นที่ไม่กว้างแล้ว    ก็ยังมีการออกแบบของเล่นสนามอีกด้วย   ได้แก่   การออกแบบซุ้มกระโจมการเรียนภาษาอังกฤษและศิลปะสำหรับเด็กประถมศึกษา   การออกแบบเครื่องเล่นสำหรับโหน  กระโดด  และทรงตัว   การออกแบบเครื่องเล่นกระดานลื่นในสระน้ำสำหรับเด็ก   เป็นต้น

 

การออกแบบผลิตภัณฑ์ของเล่นสำหรับเด็ก

การออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก เพื่อให้เกิดการระลึกถึงสถานที่ที่เราเคยไปเยี่ยมชมอย่างมีความสุข   การออกแบบของที่ระลึกที่เล่นได้ เช่น  หมากกระดาน 3 มิติเป็นรูปทรงภูเขาวงกตที่มีตัวละครเป็นไดโนเสาร์พันธุ์ต่าง ๆ   การออกแบบของที่ระลึกที่สามารถใช้งานได้ด้วย  การออกแบบของที่ระลึกที่ใช้ประดับตกแต่งบ้านได้ด้วย   การออกแบบของที่ระลึกหรือของชำร่วยในงานมงคลต่าง ๆ   เช่น  งานแต่งงาน   งานขึ้นบ้านใหม่   งานครบรอบการก่อตั้งสถาบัน    งานเปิดตัวสินค้าใหม่ขององค์กร  เป็นต้น  

การออกแบบผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์และเคหะภัณฑ์  เช่น  พวกตู้ โต๊ะ ตั่ง เตียง เก้าอี้ เป็นต้น   เช่น    การออกแบบชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับการบรรจุเพื่อการขนส่งออนไลน์   ชุดเตียงบ้านสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมจินตนาการและการพักผ่อนแสนสุข      เฟอร์นิเจอร์ป๊อบอัพพับติดผนังสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก เฟอร์นิเจอร์สวนปลูกผักสวนครัวแนวตั้งพลังงานแสงอาทิตย์    การออกแบบผลิตภัณฑ์เคหะภัณฑ์ เช่น  การออกแบบผ้าม่าน   หมอนอิง   ผ้าปูโต๊ะ   ฯลฯ

การออกแบบผลิตภัณฑ์ศิลปะเพื่อการตกแต่ง  เช่น  การออกแบบโคมไฟประดับในร้านอาหารสไตล์ต่าง ๆ เช่น สไตล์อินดัสเที่ยลลอฟต์  (Industrial Loft Style)   สไตล์ไทยผสมจีน  สไตล์คันทรี่  สไตล์ทอปิคอล  เป็นต้น   การออกแบบของใช้บนโต๊ะทำงานแนวอารมณ์ดี    การออกแบบโคมตกแต่ง   การออกแบบภายในตู้ Display หน้าร้าน  การออกแบบประติมากรรมตกแต่งผนังส่วนเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์โรงแรม   การออกแบบประติมากรรมน้ำพุตกแต่งหน้าอาคารสปาธรรมชาติ    การออกแบบชุดศิลปะสื่อผสมสำหรับตกแต่งโถงรับแขกในบ้านพัก  การออกแบบfacet แผงหน้าระเบียงอาคารเป็นต้น

การออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ   ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ผู้สูงอายุที่แข็งแรงช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ร่างกายอ่อนกำลังลง ควรมีการออกแบบของใช้บางสิ่งบางอย่างสำหรับช่วยในการใช้ชีวิตให้สะดวกสบายไม่เปลืองแรง   เช่น  การออกแบบเครื่องช่วยพยุงในห้องน้ำ   การออกแบบเครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ     การออกแบบเครื่องช่วยนวดเพื่อผ่อนคลาย    การออกแบบเครื่องช่วยเตือนความจำ   การออกแบบชุดอุปกรณ์ในการทำกระถางต้นไม้เพื่อความเพลิดเพลิน     การออกแบบเตียงที่ช่วยให้เก็บที่นอนได้ง่ายไม่เปลืองแรง   เป็นต้น   สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรงนัก  หรือผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง  บุคลากรเหล่านี้ควรได้รับการออกแบบพื้นที่และอุปกรณ์ช่วยในการดำเนินชีวิตของตนเอง   และอุปกรณ์ที่ผู้ช่วย  หรือผู้มาพยาบาลดูแลใช้ได้ง่าย  สะดวก  เป็นต้น

          การออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชน    ในชุมชนมีช่างพื้นบ้านที่ทำผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับถ่ายทอดองค์ความรู้กันมารุ่นสู่รุ่น  ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ คือ เรียนรู้จากการทำ เห็นปัญหาก็แก้ปัญหา หลายครั้งเข้าก็เกิดเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการทดลองทำจริง ๆ  ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจะใช้ในการทำมาหากินในชีวิตประจำวัน  เช่น  เครื่องมือการประมง การจับปลา  การทำสวน  การทำนา  การปอกผลไม้  สอยผลไม้  การทำเครื่องทองเหลือง  เครื่องเงินเป็นของใช้  เป็นเครื่องประดับ   ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการละเล่นต่าง ๆ เช่น  ศิลปะการตอกหนังตะลุงสำหรับใช้ในการเล่นหนังตะลุง   ศิลปะการทำเครื่องเขิน    ผลิตภัณฑ์จะทำด้วยวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น  การจักสานด้วยหวาย   การทำแคร่ไม้ไผ่   การจักสานกระเป๋าย่านลิเภา  การทำโต๊ะรับแขกฝังมุกหรือหินสีหรือพลอยสีต่าง ๆ  เป็นต้น 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

แนวข้อสอบศิลปะ : ประเภทของศิลปกรรม


 

แนวข้อสอบศิลปะ : ประเภทของศิลปกรรม        

เมื่อท่านผู้สนใจอ่านบทความเกี่ยวกับประเภทของงานศิลปกรรม  ซึ่งแบ่งประเภทตามวัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์งานแล้ว   หากต้องการทดสอบความเข้าใจของตนเองก็สามารถลองทำข้อสอบนี้ได้    คำศัพท์แต่ละคำจะมีความหมายเฉพาะ  เรียกว่าศัพท์เทคนิค (technical term)  ของสาขาศิลปกรรม  

คำเหล่านี้อาจไม่ได้เห็นทั่วไป  และผู้คนทั่วไปไม่ได้ใช้คำศัพท์เหล่านี้ในการเรียกชื่อศิลปกรรม   คำเหล่านี้เด็ก ๆ นักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาคงเคยเรียนผ่านหูผ่านตามาแล้ว  เมื่อนานวันคงลืมไป    แต่หากท่านเป็นผู้ที่สนใจและมีความชอบในศิลปกรรม  บทความนี้จะช่วยฟื้นความจำของท่านให้สดขึ้นมาอีกครั้ง

สำหรับครูผู้สอนศิลปะ  สามารถนำข้อสอบเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในวิชาของท่านได้ ผู้เขียนยินดีให้ท่านนำไปประยุกต์ใช้ได้ 

สำหรับนักเรียนที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสายศิลปะและสายออกแบบสามารถอ่านทำความเข้าใจและนำไปเป็นแนวทางในการสอบ  ในการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้   พร้อมแล้วเราไปลองทำข้อสอบกันเลยค่ะ

 

ข้อสอบศิลปะ

1. ข้อใดต่อไปนี้เป็นโสตศิลป์

   ก.นาฏศิลป์         

   ข.สถาปัตยศิลป์     

   ค.วรรณศิลป์

   ง.ประติมาศิลป์

2. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ทัศนศิลป์

   ก.ศิลปะเด็ก                 

   ข.จิตรกรรม                  

   ค.ประติมากรรม

   ง.ภาพพิมพ์

3. ข้อใดหากประสาทตาบกพร่องจะไม่สามารถสัมผัสสุนทรียะของศิลปกรรมนั้นได้

   ก.นาฏศิลป์                   

   ข.วรรณกรรม               

   ค.ประติมากรรม  

   ง.ดนตรีคลาสสิค

4. ข้อใดแตกต่างกันด้วยการรับรู้

   ก.วรรณศิลป์กับดนตรี      

   ข.จิตรกรรมกับภาพพิมพ์

   ค.ภาพยนตร์กับนาฏศิลป์

   ง.ประติมากรรมกับเพลง

5. ข้อใดเป็นศิลปกรรมในกลุ่มเดียวกัน

   ก.ทัศนโสตศิลป์

   ข.ภาพพิมพ์กับสื่อผสม

   ค.ศิลปะผสมกับทัศนศิลป์

   ง.ทัศนศิลป์กับสถาปัตยศิลป์

6. ข้อใดไม่ใช่ศิลปะชาวบ้าน

   ก.เสื่อกระจูด

   ข.หมอนขิด

   ค.ผ้าทอยกดอก

   ง.ปูนปั้นหน้าซุ้ม

7.ข้อใดเป็นงานอุตสาหกรรมศิลป์

   ก.ผลิตภัณฑ์โอ่งมังกร

   ข.ผลิตภัณฑ์รองเท้าแฟชั่น

   ค.เครื่องจักรกลโรงงานเกษตร

   ง.หัตถกรรมกระเป๋าย่านลิเพา

8. ข้อใดไม่ใช่ประยุกต์ศิลป์

   ก.จิตรกรรมสตรีทอาร์ต

   ข.เครื่องมือจักสานจับปลา

   ค.ภาพวาดประกอบเรื่องสั้น

   ง.ออกแบบบรรจุภัณฑ์ผ้ามัดย้อม

9.ข้อใดคือชื่อเรียกผู้ทำงานด้านวิจิตรศิลป์

   ก.จิตรกร

   ข.แฟชั่นดีไซเนอร์

   ค.นักออกแบบเว็บไซด์

   ง.ช่างเครื่องทองเหลือง

10. ข้อใดกล่าวถึงวิจิตรศิลป์กับประยุกต์ศิลป์ถูกต้อง

   ก.วิจิตรศิลป์เน้นการสร้างสรรค์ความงาม ความพวยพุ่งทางปัญญา

   ข.ประยุกต์ศิลป์ไม่จำเป็นต้องมีความงามเน้นการผลิตเพื่อมหาชน

   ค.ประยุกต์ศิลป์เน้นประโยชน์ใช้สอยไม่ต้องมีความงาม

   ง.วิจิตรศิลป์ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้เลย

 

เฉลย

1. ค.วรรณศิลป์                           2. ก.ศิลปะเด็ก 

3. ค.ประติมากรรม                       4. ง.ประติมากรรมกับเพลง

5. ข.ภาพพิมพ์กับสื่อผสม                6. ง.ปูนปั้นหน้าซุ้ม  

7. ค.เครื่องจักรกลโรงงานเกษตร       8. ก.จิตรกรรมสตรีทอาร์ต        

9. ก.จิตรกร    10. ก.วิจิตรศิลป์เน้นการสร้างสรรค์ความงาม ความพวยพุ่งทางปัญญา

 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ประเภทของงานศิลปกรรม : ประยุกต์ศิลป์ (Kind of Arts: Applied Art)

ประเภทของงานศิลปกรรม : ประยุกต์ศิลป์ (Kind of Arts: Applied Art)  

งานจักสานจากวัสดุธรรมชาติ
ภาพโดย Alexas_Fotos จาก pixabay

ความเดิมของตอนที่แล้ว  ได้กล่าวถึง   ประเภทของงานศิลปกรรมว่าเราสามารถแบ่งประเภทตามวัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์  ได้  2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ  หนึ่งศิลปกรรมประเภทวิจิตรศิลป์  (Fine Arts)  และสองศิลปกรรมประเภทประยุกต์ศิลป์  (Applied Arts)  และตอนที่แล้วได้อธิบายถึง  วิจิตรศิลป์ไปแล้ว   ในตอนที่ 2 นี้จะกล่าวถึง ศิลปกรรมประเภทประยุกต์ศิลป์    และผู้ที่ทำงานสายประยุกต์ศิลป์  จะเรียกอาชีพนี้ว่า  นักออกแบบ หรือเรียกทับศัพท์ว่า  ดีไซเนอร์    แล้วแต่ว่าจะเป็นนักออกแบบสาขาไหน   เช่น  Product Designer, Fashion Designer, Interior Designer, Garden Designer,

Jewelry Designer ชื่อเรียกภาษาไทย ได้แก่  นักออกแบบผลิตภัณฑ์  นักออกแบบแฟชั่น  นักออกแบบสวน   นักออกแบบเครื่องประดับ   สถาปนิก (ออกแบบสถาปัตยกรรม)  นักออกแบบผังเมือง   มัณฑนกร (อ่านว่า  มัน - ทะ- นะ- กอน)  (ออกแบบตกแต่งภายใน)   เป็นต้น 

ประยุกต์ศิลป์  หมายถึง   งานศิลปกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยสำหรับชีวิตประจำวันโดยทั่วไปของมนุษย์  เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น  และยังเป็นงานที่แฝงไว้ด้วยความงามเสมอ  งานลักษณะนี้เรียกว่า  “งานออกแบบ”   ประยุกต์ศิลป์หรืองานออกแบบ   แบ่งเป็น  4  ประเภท  ดังนี้

1.  สถาปัตยกรรมและมัณฑนศิลป์  (Architecture Design and Decorative Design)  สถาปัตยกรรมเป็นวิทยาศาสตร์การก่อสร้าง เป็นการออกแบบอาคารสถานที่  ส่วนมัณฑนศิลป์เป็นการตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร  รวมถึงการตกแต่งบริเวณอาคาร  หรือเรียกว่า  ภูมิสถาปัตย์   

ผลงานสถาปัตยกรรม  ได้แก่   อาคาร  บ้านเรือน  ที่อยู่อาศัย  โบสถ์ วิหาร ซุ้มที่ไม่ได้มีความวิจิตรบรรจงอย่างสถาปัตยศิลป์

ผลงานมัณฑนศิลป์  ได้แก่  การออกแบบภายในอาคารสถานที่ ร้านค้า  การออกแบบตกแต่งสวน  การตกแต่งสถานที่ด้วยไม้ประดับ  เครื่องเรือน  ปูนปั้น  ฯลฯ  รวมถึงการตกแต่งร่างกายซึ่งต่อมาแยกออกมาเป็นการออกแบบแฟชั่น  การออกแบบเครื่องพัตราภรณ์ทั้งหลาย  เป็นต้น

2. อุตสาหกรรมศิลป์ (Industrial Arts) หรือศิลปะอุตสาหกรรม  เป็นการผลิตงานออกแบบจำนวนมากในระบบอุตสาหกรรม  มีการนำเครื่องจักรกลและระบบโรงงาน ระบบดิจิตอล ระบบเทคโนโลยี ระบบการผลิต เข้ามาใช้แทนแรงงานคน  รูปแบบของงานที่ออกมาจะมีลักษณะเหมือน ๆ กัน   เนื่องจากต้องผลิตเพื่อตอบสนองประชากรจำนวนมากที่มีความต้องการอย่างไร้ขีดจำกัด  เช่น  การออกแบบผลิตภัณฑ์ของเล่นสำหรับเด็ก  การออกแบบผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ช่วยพยุงสำหรับผู้สูงอายุที่ยังช่วยตนเองได้   การออกแบบผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์สำหรับสุนัขป่วย    การออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารท้องถิ่น   การออกแบบกระเป๋าถือสตรี  รองเท้าแฟชั่น  การออกแบบแม่พิมพ์ขนมด้วยยางซิลิโคน   การออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้จำเป็นในบ้าน  เป็นต้น   

แต่ถ้าหากเป็นการออกแบบเครื่องจักรกลโรงงาน  เครื่องจักรในการเกษตร  รถยนต์  เครื่องบิน  จรวดสำหรับไปศึกษาดาวดวงอื่น เป็นต้น  อย่างนี้ไม่ใช่อุตสาหกรรมศิลป์  แต่เป็นวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยีอุตสาหกรรม  ไม่มีความจำเป็นต้องออกแบบให้มีสุนรียภาพอย่างงานออกแบบแฟชั่น  

3. ศิลปะชาวบ้าน  (Folk Arts)  เป็นงานศิปะของชาวบ้านที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน  ตามวิถีชีวิตของชุมชนนั้น ๆ รวมทั้งเป็นการประดิษฐ์ที่แสดงออกถึงความเชื่อประเภทหนึ่งหรือเรียกว่า  “ศิลปะพื้นบ้าน”  เช่น   การสานกระบุง  ตะกร้า  เสื่อ  การทำจอบ  เสียง  โอ่ง  กระถาง  และศิลปะชาวบ้านอีกประเภทหนึ่งเป็นงานศิลปะที่แสดงถึงภูมิปัญญาและสุนทรียภาพของชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านมักจะผลิตงานศิลปะเมื่อมีเวลาว่างจากการทำงานประจำเสร็จแล้ว  เช่น  การทำเครื่องเขิน  เครื่องเงิน   เครื่องถม  เครื่องลงยา  เครื่องลงรักปิดทอง   เครื่องทองเหลือง  เป็นต้น   ซึ่งเราจะเรียกศิลปะพื้นถิ่นหรือศิลปะพื้นบ้านลักษณะนี้ว่า  ประณีตศิลป์  อันเป็นศิลปะการช่างที่อาศัยทักษะฝีมือชั้นสูง

ยกตัวอย่าง  ช่างศิลปินพื้นบ้านทำกรงนกด้วยไม้พยุงและออกแบบลวดลายด้วยการฝังมุกอย่างวิจิตรบรรจง  ทำให้กรงนกมีราคาหลักล้านมิใช่กรงนกไม้ไผ่ขึงเป็นซี่ ๆ ตามปกติธรรมดาทั่ว ๆ ไป  อย่างนี้เป็นภูมิปัญญาของช่าง และของแต่ละพื้นถิ่น  จึงเรียกว่าศิลปะชาวบ้าน  เน้นการทำด้วยมือ และอาจมีเครื่องจักรขนาดเล็กช่วยในกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น   แต่ละท้องถิ่นก็จะมีอัตลักษณ์ของงานและมีการสืบทอดกันหลายชั่วอายุคน  ผลงานศิลปะชาวบ้านมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก  มีกันทุกประเทศทีเดียว

4.  นิเทศศิลป์ (Communication Design)  เป็นการออกแบบเพื่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกัน   เช่น การออกแบบโฆษณา  ออกแบบสื่อวิดีทัศน์เพื่อการศึกษา  ภาพยนตร์โฆษณา  หนังสั้น  การออกแบบตกแต่งหน้าร้าน (Display Design)  การจัดนิทรรศการ (Exhibition Design) การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งที่เป็นเอกสาร และในเว็บไซด์   การออกแบบสัญลักษณ์  การออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์   การออกแบบเขียนภาพประกอบเรื่อง  การออกแบบฉากละคร    การออกแบบเครื่องหมายการค้าพวก Trade Mark, Logo  การออกแบบจัดรูปเล่มหนังสือ  การออกแบบหน้าเว็บไซด์   เป็นต้น   เหล่านี้เป็นการออกแบบจัดองค์ประกอบของภาพและตัวอักษร  ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว (animation)  หากมีเสียงก็ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับภาพและตัวอักษรให้มีจังหวะจะโคนที่เหมาะสมและสวยงามด้วย

 

งานวิจิตรศิลป์และงานประยุกต์ศิลป์เป็นงานที่ผ่านกระบวนการคิดและการประดิดประดอยที่ประณีต  อันเกิดจากพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์  ซึ่งแต่ละประเทศจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิทางปัญญาเหล่านี้   งานวิจิตรศิลป์เป็นงานที่มีลิขสิทธิ์  ส่วนงานประยุกต์ศิลป์เป็นงานที่ขอจดสิทธิบัตรการออกแบบได้   ทั้งลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรสามารถซื้อขายกันได้  และมีระยะเวลาในการคุ้มครอง   ซึ่งจะได้กล่าวในบทความต่อ ๆ ไปเมื่อมีโอกาสเหมาะ

 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...