วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2564

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีเหมือนจริง

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีเหมือนจริง  10 เมษายน 2564

          การสอนศิลปะสำหรับเด็กมีหลายแนวทาง  ผู้สอนควรศึกษาแต่ละแนวทางและผสมผสานรูปแบบการสอน สอนให้หลากหลายแนวทางเพื่อสร้างสีสันในห้องเรียน ให้ผู้เรียนมีชีวิตชีวา   การสอนตามแนวทางทฤษฎีเหมือนจริงเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการฝึกให้ผู้เรียนเป็นคนช่างสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว และสังเกตตัวเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติจำเป็นของบุคคลที่จะต้องดำเนินชีวิตในโลกใบนี้

          ทฤษฎีเหมือนจริงมีสมมติฐานว่า  เด็กกับผู้ใหญ่มองเห็นวัตถุได้ไม่แตกต่างกันและเด็กมองเห็นวัตถุตามลักษณะที่วัตถุเป็น   ความหมายคือ  วัตถุมีรูปร่างอย่างไรเด็กก็เห็นอย่างนั้นไม่ได้แตกต่างจากผู้ใหญ่เลย  ต่อเมื่อเด็กแสดงออกทางศิลปะ  เช่น เด็กเขียนภาพ  เด็กปั้นสิ่งต่าง ๆ    สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ  ทักษะการควบคุมมือในการปฏิบัติงาน     พ่อแม่และครูจะเห็นว่าเด็กระบายสีออกนอกรูปภาพ นั่นไม่ได้เป็นเพราะเด็กเห็นรูปอ้วนกว่าที่เป็นแล้วระบายสีให้ล้นออกมานอกกรอบ   แต่เป็นเพราะเด็กยังไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อมือได้เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ที่ควบคุมกล้ามเนื้อมือได้ดีซึ่งโอกาสจะระบายสีออกนอกรูปก็มีน้อยกว่าหรือไม่ระบายออกนอกรูปเลย

          ในความเป็นจริงการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อตาของเด็ก  หากยังไม่เจริญเต็มที่ก็ส่งผลต่อการรับรู้วัตถุได้แตกต่างจากผู้ใหญ่   แต่ไม่ได้หมายความว่า  มองเห็นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น เห็นยางลบเป็นขนมปัง  อย่างไรก็ตามเมื่อเราอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันสังคมแบบเดียวกัน  เราย่อมมองเห็นและตีความวัตถุนั้น สิ่งแวดล้อมนั้นไปในทิศทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน     แต่เด็กก็พร้อมที่จะเรียนรู้  และสั่งสมประสบการณ์ชีวิตไปในวิถีทางที่ต่างกันด้วยเพราะสังคมย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย คนแต่ละGeneration ย่อมมีการรับรู้ที่ต่างกันได้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นสภาวะปกติ

          ข้อมูลของสมมติฐานข้างต้น   จะช่วยให้ครูผู้สอนศิลปะเด็กเข้าใจ  สถานการณ์ของการตีความคำว่า เหมือนจริง  ของผู้ใหญ่และของเด็ก    

          การจัดกิจกรรมในชั้นเรียน  เช่น ครูให้เด็กเขียนภาพเหมือนจริง หัวข้อเรื่อง วันสงกรานต์ปีพ.ศ.2564   เด็กจะตีความตามความคิดของเขา ถ่ายทอดตามทักษะของเขา ซึ่งสงกรานต์ในมุมมองของผู้ใหญ่อาจจะต่างจากเด็กก็เป็นได้   ดังนั้น  คำว่า “อย่างนี้เหมือน”  ตามที่ครูเห็น   ก็เป็นไปได้ว่าต่างจากที่เด็กเห็น   ถ้าครูไม่เข้าใจ  ก็อาจจะตัดสินให้คะแนนผลงานของเด็กว่า   “ไม่เหมือน”   คำว่าไม่เหมือน  อาจไม่เหมือนในเรื่องของทักษะในการถ่ายทอดของเด็ก  เด็กวาดคนไม่เหมือน รูปอาจบิดเบี้ยว สีสันไม่ตรงตามความเป็นจริง  ระบายสีล้นรูปภาพ  ขีดเส้นไม่คมชัด   ด้วยเหตุผลคือ  แม้เด็กเห็น  แต่การเห็นรายละเอียดเขาไม่ได้เห็นละเอียดเหมือนผู้ใหญ่  เพราะตาของเขาเจริญเติบโตยังไม่เต็มที่   ทักษะในการควบคุมกล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรงพอ การกดน้ำหนักของเส้นจึงไม่สม่ำเสมอ  การตีความสถานการณ์ “สงกรานต์ปี2564” เขาตีความตามความรู้สึกเขา  เช่น วาดพ่อแม่ตัวเขาเองและมือถือแอปพลิเคชั่น  “สงน้ำพระ” ไม่มีพระพุทธรูปเหมือนทั่วไป    เป็นต้น  นั่นเป็นการถ่ายทอดตามยุคของเขา   แต่ถ้าครูบอกว่าไม่เหมือน ไม่ใช่แบบนี้ เด็กต้องสงน้ำพระพุทธรูป มีขันตักน้ำสิ  ในความคิดของครูแต่ไม่ได้พูดคุยกับเด็ก  หรือไม่ได้เปิดโอกาสให้ตัวเองและเด็กได้พูดคุยถึงสิ่งที่เด็กถ่ายทอด”ความเหมือนจริง” ตามวิถีของเขา   ก็คงไม่เข้าใจกัน  

          กรณี ครูให้วาดหุ่นวัตถุที่กำหนด  เช่น  วาดดอกไม้ในแจกัน  วาดต้นไม้  เป็นต้น  เด็กอาจวาดไม่เหมือนจริง  บางคนวาดไม่ได้เลย   ไม่สามารถถ่ายทอดได้เลย   ก็เป็นไปได้ว่า เป็นเด็กที่ไม่มีความถนัดทางศิลปะ   แม้ว่า  หัวข้อการวาดภาพเหมือนดอกไม้ในแจกัน  การวาดภาพเหมือนต้นไม้หน้าตึกของโรงเรียนจะฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกตก็ตาม   กับอีกเหตุผลคือ  เด็กขาดทักษะเพราะไม่ได้ฝึกฝน   หรือขาดความช่างสังเกต เช่นต้นไม้มีลำต้นใหญ่  มีกิ่งเล็กกว่าลำต้น   แต่เด็กวาดลำต้นกับกิ่งไม้ใหญ่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน เป็นต้น   อันนี้เป็นโจทย์ง่ายกว่าการให้เขียนภาพ หัวข้อ สงกรานต์ปี2564

          การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้    กิจกรรมดังตัวอย่างข้างต้น   เมื่อครูเข้าใจศักยภาพทางร่างกายของเด็ก   ย่อมรู้วิธีในการวัดผลและประเมินผลงานการวาดภาพ การปั้น  ตามความเป็นจริงได้   โดยเปิดใจยอมรับคุณลักษณะผลงานของเด็กแต่ละคน  และวิเคราะห์ผลงานออกว่า  “เหมือนจริง”  ของเขา   เหมือนมาก/น้อย  ด้วยเหตุผลอะไร   คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า  ครูตั้งวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ของเด็กไว้ว่าอะไร     ถ้าให้โจทย์ง่ายอย่างการวาดภาพดอกไม้เน้นการสังเกตและถ่ายทอด  อันนี้ก็เน้นความเหมือนจริงตามสภาพความจริงของดอกไม้ในแจกัน   เหมือนมากก็ได้คะแนนมาก เหมือนน้อยก็ได้คะแนนน้อย  และครูต้องหาวิธีสอนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากพัฒนาฝีมือ  

          การสนับสนุนของครู ก็คือ  ครูไม่ควรนำผลงานของเด็กแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันจนเด็กบางคนเกิดปมในใจ   ครูควรตัดสินผลงานตามการพัฒนาการเรียนรู้และการแสดงออกของเด็กแต่ละคนไป  ซึ่งหากชั้นเรียนมีเด็กไม่มาก  ครูก็คงทำได้ไม่ยาก  

กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีเหมือนจริง เน้น การพัฒนาทักษะฝีมือ ซึ่งเกี่ยวโยงไปกับปัจจัยอื่น ๆ ประกอบกัน  คือ  ปัจจัยการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย (ตา  กล้ามเนื้อมือ)   ปัจจัยการเจริญเติบโตของการเป็นคนช่างสังเกต    ปัจจัยด้านความถนัดของบุคคล  ปัจจัยความชอบที่จะฝึกฝนตนเองไปในทางนักศิลปะ  (บางคนมีความถนัด ก็ทำได้ดีกว่าเด็กคนอื่น แต่ขี้เกียจหรือไม่ชอบฝึกในทางนี้)    อย่างไรก็ตาม  ครูผู้สอนศิลปะสามารถเลือกสอนตามแนวทางทฤษฎีอื่นได้อีก    โปรดติดตามการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลตามแนวทางอื่นต่อไปจ๊ะ

 


แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...