การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีทางปัญญา 13 เมษายน 2564
ที่มา : ภาพจาก pixabay
ทฤษฎีการสอนศิลปะมีหลายทฤษฎี ทฤษฎีทางปัญญามีสมมติฐานว่า เด็กจะเขียนภาพตามที่เขารู้ ไม่ใช่จากการที่เด็กมองเห็นด้วยตา และข้อมูลทางด้านความคิดรวบยอดจะมีความสัมพันธ์กับข้อมูลภาพที่ปรากฏ หมายความว่า
เมื่อเด็กเห็นวัตถุจะเกิดโยงความสัมพันธ์ถึงประสบการณ์เดิมที่ตนมี แล้วแสดงออกในงานศิลปะ
ตัวอย่าง เมื่อเด็กเห็นสุนัข
เขาจะเกิดความคิดที่ต่างกัน โดยเด็กแต่ละคนจะมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสุนัขแตกต่างกันไป เด็กคนหนึ่งอาจคิดถึงความน่ารัก ความขี้อ้อน
ความซุกซนของสุนัขและมิตรภาพ เด็กอีกคนหนึ่งอาจคิดถึงความดุร้าย ดวงตาที่ไม่เป็นมิตร เสียงเห่าน่าสยอง ซึ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากการสั่งสมประสบการณ์ของแต่ละคน (เรื่องราวที่เคยพบเจอ สัมผัสเกี่ยวกับสุนัข)
ตัวอย่าง เมื่อให้เด็กอธิบายถึงงานวัดประจำปี
หากเป็นเด็กต่างจังหวัดที่พ่อแม่เคยพาไปเที่ยวงานวัดประจำปีของจังหวัด ที่ปีหนึ่งจะจัดหนึ่งครั้ง และไปพาไปเที่ยวประจำทุกปี เด็กก็จะเล่าถึงประสบการณ์นี้ได้คล่องแคล่ว แต่หากเป็นเด็กในเมืองหลวงก็อาจจะมีประสบการณ์แตกต่างไป เช่น พ่อแม่พาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าทุกสัปดาห์ เด็กก็จะเล่าถึงประสบการณ์ในเรื่องนี้ได้คล่องแคล่ว
การสอนศิลปะเด็กโดยใช้ทฤษฎีทางปัญญา เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เสนองานศิลปะตามสติปัญญาของแต่ละคนได้อย่างดี ซึ่งความคิดรวบยอดจะถูกต้อง กว้างขวาง และงดงามเพียงใดขึ้นอยู่กับการเตรียมการที่จะมอบให้แก่เด็ก
ๆ การอบรมสั่งสอนของผู้ใหญ่ทั้งทางบ้านและโรงเรียน
หรือปัจจุบันที่เลี้ยงลูกด้วยมือถือ ก็จะขึ้นอยู่กับผู้ปกครองจะเอาใจใส่แนะนำ
หยิบยื่นเนื้อหาใดให้กับลูกหลาน รวมทั้งการมีเวลาพูดคุยถ่ายทอดความคิดความอ่านด้วยวิธีการต่าง
ๆ หรือการมีกิจกรรมในครอบครัว ในเครือญาติที่จะบอกกล่าวเรื่องราวประสบการณ์กับเด็ก
อันมีผลต่อเด็กในด้านการจดจำ การเลียนแบบ การถ่ายทอดออกมา การแก้ปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาใด
ๆ ของเด็ก รวมทั้งการแสดงออกในงานศิลปะด้วย
แบบฝึกหัดหรือกิจกรรมศิลปะเด็กตามทฤษฎีนี้ ครูผู้สอนอาจให้โจทย์ที่เน้นให้เด็กมีจินตนาการ
การให้หัอข้อการสร้างสรรค์ที่กระตุ้นให้เด็กเกิดจินตนาการด้วยวิธีการต่าง
ๆ เช่น ให้เด็กอ่านเรื่องสั้นหรืออ่านให้เด็กฟัง แล้วให้เด็กจินตนาการปั้นดินเป็นเรื่องราวตามท้องเรื่อง การให้ดูหนังสั้นที่ให้คติข้อคิดเตือนใจแล้วให้วาดภาพ การให้ฟังเพลง การเล่านิทานให้เด็กฟัง แล้วให้เด็กวาดหรือปั้นเป็นต้น หรือในปัจจุบันมีวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 โจทย์ในวิชาศิลปะ ครูผู้สอนอาจให้ฟังข่าวที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้
แล้วให้นักเรียนร่วมกันวาดภาพฝาผนังโรงเรียน ในหัวข้อ วิธีการป้องกันตนเองไม่ให้เป็นโรคโควิด-19 หัวข้อ
หากมนุษย์ไม่สามารถหยุดวิกฤตโรคระบาดโควิด-19
หรือหัวข้ออื่น ๆ ที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก เช่น
หัวข้อ สัตว์ในจินตนาการผู้น่ารัก
เป็นต้น
การวัดผลและประเมินผล การให้คะแนนผลงาน ต้องเน้นการให้คะแนนที่การนำเสนอจินตนาการได้แจ่มชัดมากน้อยเพียงใด กว้างขวางเพียงใด และงดงามเพียงใด ไม่ใช่วาดหรือปั้นเป็นต้น แล้วเหมือนมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะต่างจากทฤษฎีเหมือนจริงนะจ๊ะ
กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีการสอนศิลปะแนวนี้ผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมการสอนโดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกตามความคิดจินตนาการที่เด็กมีต่อวัตถุ สถานการณ์ที่เด็กเห็นออกมาเป็นงานศิลปะนั่นเอง การสอนศิลปศึกษาที่ยึดทฤษฎีนี้เพียงทฤษฎีเดียวจะทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่าย เพราะชีวิตคนเราแต่ละคนมีพื้นฐานของความเป็นจริง มีเหตุผลมิใช่ล่องลอยอยู่ในความคิดฝัน จินตนาการเท่านั้น การประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ควรให้โจทย์ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ผสานให้เข้ากับสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในเวลานั้นๆด้วย ที่สำคัญในแต่ละภาคเรียนของการเรียนศิลปะ 15-16 สัปดาห์ครูผู้สอนควรสอนด้วยหลากหลายทฤษฎีการสอน ไม่ใช่ยึดเพียงทฤษฎีเดียวตลอดทั้งภาคเรียน
แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ
TO BE
CONTINUE

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น