การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีความรู้สึกและการเห็น 14 เมษายน 2564
การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีความรู้สึกและการเห็นนี้เป็นแนวคิดของวิคเตอร์
โลเวนเฟลด์ (Viktor
Lowenfeld) ทฤษฎีนี้มีความเชื่อว่า เมื่อเด็กพบเห็นสิ่งหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
เด็กจะไม่เพียงแต่จะรับรู้รูปทรงของวัตถุสิ่งของตามที่ตาเห็น หูได้ยินเสียง
มือเท้าและกายได้สัมผัสเท่านั้น
แต่จะเกิดความรู้สึกต่อสิ่งนั้นด้วย
แนวคิดนี้เชื่อมั่นว่า
ความรู้สึกสัมผัสที่เด็กมีต่อสภาพแวดล้อม
เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ใจ เพราะเมื่อเด็กได้แสดงออกตามที่เขารู้สึก จะเป็นการช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส หรือการรับรู้ของเด็กให้มีความฉับไวต่อสิ่งต่าง
ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา การเรียนรู้จากประสาทสัมผัสเป็นสัญชาตญาณการเรียนรู้เพื่อเอาชีวิตรอดของมนุษย์และสรรพสัตว์อื่นด้วยเช่นกัน
ธรรมชาติการเรียนรู้อย่างหนึ่งของมนุษย์ ก็คือ การเรียนรู้ผ่านความรู้สึกภายใน อันเป็นสมรรถภาพในการเห็น การรู้สึก การได้ยิน การได้กลิ่น
และการลิ้มรส ซึ่งนับเป็นประสาทสัมผัสที่มีค่าต่อการมีชีวิตอยู่
การพัฒนาความรู้สึกในการรับรู้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก การจัดประสบการณ์ผ่านการเรียนรู้ทางศิลปะจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพด้านความรู้สึกสัมผัสได้อย่างดี
กิจกรรมการเรียนการสอนศิลปะ ครูผู้สอนที่สอนศิลปะตามความคิดของทฤษฎีนี้ ควรมุ่งกิจกรรมศิลปะที่เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกทางด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างอิสระเสรี
และเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมการแสดงออกในลักษณะนี้จะทำให้เด็กมองโลกในแง่ดี กิจกรรมในแนวทฤษฎีนี้เป็นการให้โจทย์งานที่ให้เด็กได้เสนอเรื่องราวเนื้อหาต่าง
ๆ เช่น บ้านของฉัน อาชีพของพ่อแม่ การทำนา
การตัดไม้ทำลายป่า
การขายของออนไลน์
การทำเกษตรแบบผสมผสาน
การใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามคำสอนพ่อหลวง
สังคมเมือง สังคมบริโภคนิยม ความมีวินัยของนักเรียน สุนัขแสนรู้ของฉัน การผจญภัยในสวนสนุกในวันหยุดสุดสัปดาห์ ท้องฟ้าจำลอง งานวัดบ้านแหลม
นักเรียนหนอนหนังสือ อยู่กับย่า เป็นต้น
ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีลักษณะเป็นสภาพแวดล้อมจริง ๆ ของเด็ก
เพื่อเขาจะได้สามารถสะท้อนความรู้สึกสัมผัสโดยตรงจากชีวิตประจำวันมาเป็นงานศิลปะที่มีจินตนาการที่สัมพันธ์กับความจริงและท้าทายความรู้สึกนึกคิดของเด็ก
การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ เมื่อกิจกรรมการให้แบบฝึกหัดที่มุ่งเน้นให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สภาพแวดล้อม เด็กได้มีโอกาสอ่านความรู้สึกของตนเองแล้วแปลผลออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจลงในการสร้างสรรค์งานศิลปะ
ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การปั้นดิน
การทำงานปะติด
การเขียนภาพประกอบเรื่อง เป็นต้น การวัดผลหรือการให้คะแนนจึงควรให้ในส่วนของความกล้าในการแสดงออก ความละเอียดในการนำเสนอผลงาน
การสื่อสารด้วยผลงานผนวกกับการนำเสนอด้วยวาจา อาจไม่ได้เน้นความเหมือนจริงมากนัก ในส่วนการวาดภาพเหมือน
ปั้นให้เหมือนคนเหมือนสัตว์จริง ๆ นี้ให้คะแนนเป็นส่วนรอง
ซึ่งเด็กบางคนมีพรสวรรค์ที่อาจถ่ายทอดได้เหมือนจริงมากกว่าคนอื่น ๆ
ก็จะได้เปรียบในการสื่อสาร สิ่งที่ครูควรสอนเป็นเบื้องต้นคืออารมณ์ของเส้นแต่ละแบบ สีแต่ละสี สื่อความรู้สึกอย่างไร เพื่อว่าเมื่อเด็กหยิบสี หยิบดินน้ำมันสีต่าง
ๆ ขึ้นมาใช้จะได้ตรงตามความรู้สึกภายในของเขามากยิ่งขึ้น
กล่าวโดยสรุป การนำเสนองานศิลปะตามแนวทางการสอนนี้เน้นให้เด็กเรียนรู้ความรู้สึกภายในใจและการเห็นของตนเองจากความรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัส อันเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ความเข้าใจระหว่างครู เด็ก และพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้ครูและพ่อแม่ผู้ปกครองรับรู้ด้วยเช่นกันว่า ลูกหลานของตนคิดและรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เขาแสดงออก และแสดงออกมาในแง่ใด ทำให้มีโอกาสได้พูดคุยเล่าความคิดระหว่างกันได้เป็นการสร้างความเข้าใจต่อกันมากขึ้น ปลดปล่อยความตึงเครียดที่บางอย่างไม่ได้สื่อสารด้วยคำพูด แต่ศิลปะช่วยให้สื่อสารด้วยตัวผลงาน อันเป็นสื่อให้ได้คุยกันอย่างอ่อนโยนและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น
แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ
TO BE
CONTINUE

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น