วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีการรับรู้

การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีการรับรู้  14 เมษายน 2564

 

ที่มา : ภาพจาก pixabay

           การสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีการรับรู้นี้เป็นแนวคิดของอาร์แนม (Arnheim’s Theory) ซึ่งพัฒนามจากแนวคิดจิตวิทยาเกสตอลท์ (Gestalt Psychology) ในแง่ของการรับรู้จากสภาพส่วนรวมมาสู่ส่วนย่อยมีหลักการของทฤษฎีนี้ว่า“เด็กเขียนภาพตามที่เห็น”  โดยเห็นภาพรวมก่อนเห็นรายละเอียด 

ถ้านำมาพิจารณางานศิลปะเด็ก จะพบว่า  เด็กจะเขียนภาพวัตถุสิ่งแวดล้อมเป็นรูปทรงง่าย ๆ ไม่มีรายละเอียดมากนัก  ต่อเมื่อโตขึ้นภาพเขียนของเขาจะค่อย ๆ เพิ่มความซับซ้อนมากขึ้น  เพราะเมื่อเด็กสามารถรับรู้รายละเอียดมากขึ้น  ก็จะแสดงออกด้วยรายละเอียดของสิ่งนั้นเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน  ฉะนั้น  เราจึงเห็นว่าผลงานศิลปะของผู้ใหญ่และเด็กจึงมีควาง่ายและความซับซ้อนต่างกันด้วย  นี่คือธรรมชาติปกติของผู้ใหญ่ และของเด็ก

นอกจากการรับรู้จะต่างกันตามวัยแล้วความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดยังแตกต่างกันแต่ละเฉพาะบุคคลด้วย  ซึ่งสมรรถภาพในการรับรู้นี้เกี่ยวข้องกับวัยวุฒิ ความสมบูรณ์ของสุขภาพร่างกาย ความสมบูรณ์ของสติปัญญา ประสบการณ์ในชีวิต ความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ  การได้รับการฝึกอบรมสั่งสอนในแนวทางศิลปะที่ถูกต้องและเหมาะสม    รวมทั้งสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันด้วย  

กิจกรรมการเรียนการสอนศิลปะตามแนวทฤษฎีการรับรู้   ครูผู้สอนควรให้โจทย์ให้เด็กสังเกตวัตถุและสถานการณ์รอบ ๆ ตัว แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นรูปทรงง่าย ๆ หรือรูปทรงเรขาคณิต  เช่น  การเขียนภาพคน มีศีรษะกลมหรือรีรูปไข่ เขียนลำตัวเป็นเส้นตรง มีแขนขาเหมือนกิ่งไม้ออกมาจากลำตัว   การเขียนภาพลูกเจี้ยบมีวงกลมเป็นศีรษะ ลำตัววงกลมใหญ่ขึ้นเล็กน้อย มีขาสองขาเป็นเส้นตรงมีเส้นตรงแยกออกมาสามเส้นเป็นเท้าลูกเจี้ยบ   การเขียนทิวทัศน์ภูเขาสองลูกมีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง ด้านข้างเป็นต้นมะพร้าวสองต้น  โดยวาดภูเขาเป็นเส้นโค้งสูงสองโค้ง ตรงกลางมีดวงอาทิตย์ส่องวาดด้วยเส้นโค้งครึ่งวงกลมมีเส้นเฉียงแยกออกไปเป็นรัศมี  เป็นต้น  ซึ่งหลายคนเคยผ่านประสบการณ์การวาดแบบนี้ตอนเป็นเด็ก และเมื่อโตขึ้นก็ยังคงวาดแบบนี้ เพราะจดจำง่าย แม้จะไม่เร้าใจ หรือไม่น่าสนใจนักเมื่อเราโตขึ้นแล้วก็ตาม

การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้   การสอนศิลปะเด็กตามแนวนี้มุ่งเน้นให้เด็กซึ่งมองเห็นภาพรวมก่อนเห็นรายละเอียด  ได้นำเสนอผลงานศิลปะแบบเรียบง่าย  โดยวาดโครงสร้างของรูปทรงต่าง ๆ ที่เห็นและแทนค่าด้วยการวาดรูปทรงง่าย ๆ อย่างรูปทรงเรขาคณิตนำมาต่อ ๆ กันหรือการแบ่งส่วนในรูปทรงใหญ่  ให้เป็นรูปทรงที่มองเห็นตรงหน้า หรือแม้การเห็นภาพในจินตนาการก็ตาม   หัวข้อที่ให้ฝึกสร้างสรรค์  ได้แก่  ดอกไม้ในสวน   ต้นไม้ในโรงเรียน   ตัวไวรัสโคโรน่า   ฟาร์มลูกไก่   ทิวทัศน์ทะเลและภูเขา   การละเล่นของเด็กไทย (รีรีข้าวสาร  แม่งู  มอญซ่อนผ้า เป็นต้น)   ท่องอวกาศกับจานบินและแมวเหมียว    บ้านของฉันและมุมห้องรับแขก   การเดินทางโดยรถไฟฟ้า เป็นต้น 

ปัญหา   จากวิธีสอนที่ไม่ได้พัฒนาให้กว้างขวางออกไปนี้เอง    จึงทำให้การเรียนวาดเขียนหรือการปั้นดินของเด็กเกิดรูปแบบที่ซ้ำซาก ไม่สนุก ไม่ตื่นเต้นเร้าใจเท่าที่ควร   เกิดการเลียนแบบรูปทรงกันอย่างมาก  เช่น  ภาพกระต่ายวงกลมสองวง  หูแหลม  หางแหลม  ภาพดอกไม้ที่ต้องใช้วงเวียนรอบนอกและรอบใน  แล้วแบ่งเป็นหกกลีบเท่า ๆ กัน ด้วยการขีดกับไม้บรรทัด  เป็นต้น   การเรียนด้วยวิธีดังกว่าวจึงลดความสำคัญลงในเวลาต่อมา  โดยธรรมชาติของมนุษย์มีความขี้เบื่อ ต้องการเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ แปลก ๆ อยู่เสมอ  การจัดการเรียนการสอนแบบนี้ตลอดทั้งภาคเรียนของวิชาศิลปะย่อมทำให้ห้องเรียนไม่มีชีวิตชีวา  ทางเลือกของครูผู้สอนมีอีกมากมายที่จะนำมาใช้สอนเด็กนักเรียนให้รู้สึกสนุกเพลิดเพลินและชอบเรียนวิชาศิลปะ         

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...