ศิลปะบำบัด (Art Therapy) 14/04/2021
ที่มา : ภาพจาก pixabay
คุณค่าของกิจกรรมทางศิลปะในทางนิเสธนี้ได้รับแนวความคิดจากอาจารย์อุบล
ตู้จินดา แล้วผู้เขียนนำมาขยายความคิดความอ่านให้เห็นภาพที่ชัดเจนและทันสมัย ศิลปะสามารถบำบัดจิตใจของมนุษย์ได้อย่างไร อธิบายไว้ 3 ประการ (เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย)
อย่างแรก ศิลปะเป็นหนทางแห่งการระบายอารมณ์ของบุคคล อารมณ์ที่เคร่งเครียด ความเกลียดชัง ความสะพรึงกลัว ความประหวั่นพรั่นพรึง ความทุกข์
ความโศกเศร้าอาดูร ความเสียใจ
ความผิดหวัง ความไม่พึงพอใจใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ความรู้สึกด้านอกุศลจิตนี้หากเรายับยั้งไม่อยู่ อดกลั้นไม่ได้ แล้วไปแสดงออกด้วยการไปทะเลาะวิวาทไม่ว่ารูปแบบใด
อาทิ กลั่นแกล้ง ย่ำยีบีทาผู้อื่น กล่าววิวาทะวิวาท ปรามาด ว่าร้าย ด่าทอหยาบคาย หยาบโลน
ลวนลามอนาจาร ไปจนถึงการลงไม้ลงมือชกต่อย
ตีรันฟันแทง ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย บาดเจ็บกระทั่งถึงเสียชีวิตอันเป็นการกระทำที่สังคมไม่ยอมรับ
ผิดศีลธรรม ผิดกฎหมายบ้านเมือง ล้วนนำมาซึ่งกรรมชั่วทั้งปวงนั้น ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ผู้มีศีลมีธรรมเขาไม่ทำกันเช่นว่านี้
อันว่าอารมณ์ไม่พึงพอใจโกรธ โมโหโกรธา
เป็นธรรมชาติของจิตที่มีได้กันทุกคน ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา ทุกระดับชนชั้น ไม่เว้นแม้สรรพสัตว์อื่น แต่การแสดงออกที่ทดแทนชดเชยความรู้สึกด้านมืดนี้สามารถกระทำได้ด้วยการแสดงออกในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
เพราะการแสดงออกในศิลปะจะเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ในทางอ้อม เรียกว่าเป็นการระเหิดอารมณ์ เป็นการปลดปล่อยอารมณ์ลงในเนื้องาน
นี้แหล่ะจะมีคุณค่าและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการแสดงที่ไม่สมควรเหล่านั้น
หากใครเคยเข้าชมผลงานศิลปะในหอศิลป์ ในโรงมหรสพตามที่ต่าง
ๆ หรือในสื่อต่าง ๆ จะพบว่า
อารมณ์ด้านลบนี้ได้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นเนื้อหาเรื่องราวในงานศิลปะทุกแขนงก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์
การแสดง ละคร ภาพยนตร์
การเต้นรำ ดนตรีไทย ดนตรีสากล บทเพลง
กลอน วรรณกรรทุกประเภท
ตัวอย่าง เช่น ผลงานของการสาดสีหลากสีบนเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่ เลือกสีตัดกันอย่างแท้จริง (เช่น
แดงกับเขียว ม่วงกับเหลือง
น้ำเงินกับส้ม เป็นต้น) นำมาจัดองค์ประกอบของสีให้มีความขัดแย้งกลมกลืนสลับเป็นจังหวะกันไปอย่างมีชั้นเชิงจนเกิดเอกภาพของผลงาน ย่อมนำมาซึ่งผลงานศิลปะที่คุณค่า มีราคาค่างวดอันเนื่องจากสุนทรียภาพที่บังเกิดจากการสำแดงพลังอารมณ์ด้านมืด
แต่แสดงอย่างมีสติและความรู้เชิงศิลป์
อย่างที่สอง
ศิลปะเป็นวิธีการขจัดปมด้อยของบุคคล สำหรับเด็กหรือบุคคลที่มีความขลาด เขินอาย ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าพูด
ไม่กล้าร้องเพลง ไม่กล้าแสดงตัวตนแท้จริง ทางออกอย่างหนึ่งคือการสร้างสรรค์งานศิลปะ อาจแสดงความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของตนด้วยการวาด
ปั้น ระบายสี หรือทำงานศิลปะอื่น ๆ เมื่อผลงานได้รับคำยกย่องชมเชยจากครูและเพื่อน
ๆ เด็กหรือบุคคลนั้นก็จะค่อย ๆ รู้สึกว่าตนมีความสำคัญ กล้าแสดงตัวได้มากขึ้น มีพื้นที่ยืนในสังคม สังคมยอมรับตัวตนของตัวเองมากขึ้น วิธีนี้เด็กก็จะได้สนองความต้องการของตนเอง โดยไม่กระทบกระเทือนต่อคนอื่นเลย (ปมด้อยในที่นี้ไม่ได้รุนแรงถึงระดับความเป็นจิตเภท)
ในปัจจุบันตามสื่อต่าง ๆ
จะพบว่ามีศิลปินนักร้องหลายคนเป็นคนขี้อายมาก และมีความตั้งใจจะสร้างความกล้าให้กับตนเอง ด้วยการนำพาตนเองไปในเวทีประกวดร้องเพลงเวทีต่าง
ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินกับสถานการณ์เหล่านั้น
จนคลายความประหม่าลง และยังมีนักพูดหลายคนก็เป็นอย่างเดียวกันนี้ สถานการณ์ที่มีทั้งโลกจริงและโลกออนไลน์สำหรับบางคนไม่กล้าในโลกจริงแต่ถนัดใช้ชีวิตในโลกออนไลน์
ก็พยายามแสดงตัวตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของคนในโลกออนไล์ด้วยกัน กระทั่งอาจเป็นที่โด่งดังและได้รับการยอมรับในโลกจริงด้วย
แต่ทั้งนี้ก็ควรจะกระทำให้เป็นที่รู้จักในทางที่ดี มิใช่ในทางเสียหาย
เด็กที่ไม่กล้าพูด ย่อมมีปม อาจเนื่องด้วยสาเหตุใดก็ตาม ต่อเมื่อได้แสดงออกด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะไม่ว่าจะด้วยการวาดภาพ
การปั้น เป็นต้น
เมื่อมีฝีมือเหนือกว่าเพื่อนในชั้น เพื่อนในรุ่นเดียวกัน
หรือเพื่อนในภูมิภาคเดียวกัน ย่อมรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของตน
เป็นการสร้างปมเด่นขึ้นเฉพาะตน ปมที่ตนเป็นคนไม่กล้าพูดขี้อาย ก็จะถูกทดแทนด้วยความสามารถทางศิลปะ หรือแม้แต่เด็กที่ไม่ได้มีทักษะการคิดและการสร้างสรรค์เก่งฉกาจแบบนั้น แต่ชอบทำงานศิลปะ ชอบวาดรูป ชอบแต่งกลอน เล่นกีต้าร์ ก็จะรู้สึกได้ถึงพรสวรรค์แห่งตนและมีความสุขในชีวิตมากขึ้น
นอกจากนั้นแล้วผลงานศิลปะจะเป็นเครื่องแสดงออกให้ผู้อื่นเห็นถึงความสามารถเฉพาะตนอย่างแท้จริงอีกด้วย
ความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ของเด็กจะถูกแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา จินตนาการความนึกคิดฝันได้ถูกถ่ายทอดบนกระดาษบนผืนผ้าใบ
หรือจะเป็นเสียงกีต้าร์หวาน ๆ อ่อนโยน การแต่งโคลงกลอนที่มีสัมผัสงดงาม เหล่านี้จะทำให้ผู้ใหญ่รับทราบ
และรู้ถึงความรู้สึกของเด็กชัดเจนขึ้น
อันนำไปสู่การพูดคุยที่ตรงประเด็นมากขึ้น จับใจมากขึ้น
นำมาซึ่งความเข้าใจต่อกัน ลดช่องว่างระหว่างกัน ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งนี้ ผู้ใหญ่เองก็ต้องเรียนรู้และเปิดใจรับฟัง
อ่านใจจากภาพผลงานของเด็กด้วย จับความรู้สึกจากเสียงกีต้าร์อันไพเราะ
เห็นจิตใจอ่อนโยนของลูก
ผู้ใหญ่บางคนก็พูดแค่ว่า ก็ไม่รู้สินะ ลูกของฉันเอาแต่วาดรูป
ปั้นการ์ตูน เล่นวาดรูปอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์
เอาแต่ดีดกีต้ร์ ไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยในแต่ละวัน ท่านลองเปิดใจเพื่อจะได้เข้าใจลูกของท่าน
ลองเดินเข้าไปดูเถอะว่า ลูกของท่านทำงานศิลปะแบบใดอยู่ วาดคนมีความสุข หรือคนมีความทุกข์
วาดภาพคนทำร้ายกัน หรือวาดอะไร นั่นแหล่ะคือสิ่งที่อยู่ในใจของลูก
ๆ ของท่าน เขาไม่พูดเป็นคำพูด
แต่เขาแสดงออกในทางศิลปะ (องค์ประกอบหลักคือมีความงามด้วยนะ ความไพเราะ)
อย่างที่สาม ศิลปะในทางบำบัด กิจกรรมศิลปะเป็นวิธีการอันหนึ่งที่แสดงออกเพื่อให้ทราบถึงความปรารถนา ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิด และปัญหาต่าง ๆ ของเด็กที่มีความผิดปกติ ประเด็นนี้เน้นไปที่เด็กที่ไม่ปกติไม่ว่าจะพิการทางสมอง เป็นดาวซินโดรม เป็นออทิสติก หรืออาการป่วยทางจิต เป็นจิตเภทแบบต่าง ๆ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักศิลปะบำบัด นักดนตรีบำบัด จะมีวิธีรับมือเพื่อรักษา ดูแลเด็กเหล่านี้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งศิลปะ ดนตรี การแสดง เป็นวิธีการชุดหนึ่งในการกระตุ้นให้เด็กเกิดการแสดงออก ด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะแขนงต่าง ๆ เพื่อจะได้ตรวจวินิฉัย วิเคราะห์ผลงานที่พวกเขาแสดงออกมาว่า มีอาการอะไร อยู่ในอาการระดับใด ต้องให้ยาหรือไม่ หรือใช้ศิลปะร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกาย การทำเกษตรปลูกผัก ก่อน เพื่อดูอาการ หากทุเลาลงก็ไม่ต้องใช้ยาบำบัด หากอาการเป็นมาก นอกจากใช้ยาแล้วยังต้องใช้ระบบไฟฟ้าช่วยกระตุ้นอีกด้วยอันส่งผลต่อสภาพร่างกายโดยรวมในระยะเวลาหนึ่งด้วย
เด็กที่มีความผิดปกติทางร่างกายเช่นเด็กออทิสติกจะมีวิธีการบำบัดโดยใช้ศิลปะช่วยได้ระดับหนึ่ง
ซึ่งต้องใช้ยาร่วมด้วย
พ่อแม่อาจสังเกตว่าลูกของตนมีสมาธินิ่งอยู่กับการวาดรูป ก็คิดว่าลูกคงชอบการวาดรูปและมีพรสวรรค์ด้านนี้สูง จึงส่งลูกหรือฝากฝังให้เข้าเรียนสายศิลปะหรือสายออกแบบในระดับปริญญาตรี แต่โดยธรรมชาติของเด็กกลุ่มนี้จะมีโลกของตนเอง
มีโลกในจินตนาการเฉพาะของตน ที่ไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง แต่การเรียนระดับปริญญาตรีต้องเรียนหลากหลายวิชา
มีการฝึกเขียนภาพปั้นภาพเหมือนจริงอันเป็นทักษะพื้นฐาน
ซึ่งเด็กออทิสติกจะมีทักษะเพียงระดับเด็กอนุบาลหรือประถม1-2 เท่านั้น ส่วนการออกแบบต้องใช้ทักษะความคิดวิเคราะห์สถานการณ์โลกแห่งความเป็นจริงเพราะต้องทำงานออกแบบเชิงพานิชย์
หรือการทำงานศิลปะก็ต้องมีวิธีการคิดวิเคราะห์ความคิดและถอดความรู้สึกในจิตระดับลึกออกมาเป็นผลงานศิลปะ ซึ่งต้องอาศัยทักษะความคิดวิเคราะห์ ทักษะการทำงานศิลปะขั้นสูง อย่างไรก็ตามเด็กที่มีความผิดปกติก็มีหลายระดับ ก็ควรเลือกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมซึ่งจะมีผลต่อความสุขในการดำเนินชีวิต
แม้ว่าในเวลานี้ ในประเทศไทยของเรามีผู้เชี่ยวชาญในด้านศิลปะบำบัดมากขึ้นกว่า20ปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากใครสนใจทางด้านนี้ก็สามารถศึกษาอย่างจริงจัง และยังมีอาชีพที่สามารถช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ในแง่มุมต่าง ๆ อีกมาก
แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ
TO BE
CONTINUE


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น