วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564

การบรรจุอาจารย์ใหม่ในมหาวิทยาลัย

เมื่อสอบเข้ามาเป็นอาจารย์ได้แล้ว  ชีวิตอาจารย์ก็เริ่มขึ้น  ภาควิชาจะมอบหมายให้ทางสาขาวิชาจะจัดอาจารย์พี่เลี้ยงให้ดูแลอาจารย์ใหม่  คอยแนะนำแนวทางที่เหมาะสม    หากอาจารย์ใหม่โชคดี ก็เจอพี่เลี้ยงดี  หากท่านเจอพี่เลี้ยงไม่ดี  ก็จงมุ่งมั่นยืนอยู่บนขาของตนเอง   อย่าได้หวาดหวั่นใด ๆ  เพราะหนทางยังอีกยาวไกล

ข้าราชการแต่ก่อนมีเวลาทดลองงาน 6 เดือน  แล้วประเมินผล ซึ่งจริง ๆ ก็บรรจุและแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ประกาศว่าให้บรรจุแล้วนั่นแหล่ะ  แต่ปัจจุบันไม่มีตำแหน่งอาจารย์ที่เป็นข้าราชการแล้ว   ก็มีชื่อเรียกใหม่ว่า  เป็นตำแหน่ง “พนักงานมหาวิทยาลัย”  ต้องมีการทดลองงาน 1 ปี  โดยมีการประเมินผลการปฏิบัติงานทุก 6 เดือน  เมื่อผ่านการทดลองงานก็จะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตัวจริง   แต่ยังไม่ได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ

พนักงานมหาวิทยาลัยบางคนเข้ามาด้วยวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท  บางคนเข้ามาด้วยวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก ซึ่งก็มีอัตราเงินเดือนที่แตกต่างกัน ไม่เท่ากันในแต่ละมหาวิทยาลัย   นอกจากนั้น  บางคนมีตำแหน่งทางวิชาการติดมาด้วย  ก็จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นตามระเบียบการจ่ายอัตราเงินเดือนของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ  ซึ่งทุกคนก็ต้องผ่านการทดลองงาน 1 ปีเหมือนกัน 


                              
ขอบคุณภาพจาก pixabay

เงื่อนไขในการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในตำแหน่งอาจารย์  “แบบประจำ”

อาจารย์ใหม่ที่สอบเข้ามาได้ และผ่านการทดลองงาน 1 ปี แล้ว  บางมหาวิทยาลัยก็ให้เซ็นต์สัญญาทำงานราย 3 ปี ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะส่งผลงานทางวิชาการเพื่อกำหนดตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์  บางแห่งให้เซ็นต์สัญญาปีต่อปีไปจนกว่าจะส่งขอผลงานในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์   บางแห่งต้องผ่านการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ก่อนแล้วจึงจะบรรจุเป็น “แบบประจำ” ให้    บางแห่งมีกำหนดเวลาให้ชัดเจน เช่น  อาจารย์ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทมาจะต้องส่งผลงานขอกำหนดตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ภายใน 5 ปี  เมื่อส่งแล้วหากไม่ผ่าน ก็ให้เวลาอีก 2 ปี (รวม 7 ปี)  ต้องทำให้ได้   หากทำตามเกณฑ์ไม่ได้ก็จะลดลงเป็นอาจารย์พิเศษรายชั่วโมง

บางมหาวิทยาลัยวางเงื่อนไขไม่มากนักในการบรรจุเป็นพนักงานประจำ หรืออาจารย์ประจำคือ  กำหนดเพียงให้ส่งบทความวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร 2 เรื่อง  ก็ยื่นขอบรรจุได้   แต่ความเข้มข้นมักตามมาเสมอขึ้น ก็คือต้องส่งผลงานเพื่อขอกำหนดตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้วจึงจะบรรจุให้ (ผ่านหรือไม่ผ่านไม่เกี่ยว)   หรือเงื่อนไขที่เข้มข้นคือต้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์แล้วเท่านั้นจึงจะบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ 


ขอบคุณภาพจาก pixabay

การที่มหาวิทยาลัยเข้มงวดในการคัดเลือกบุคลากรเพื่อบรรจุเป็นอาจารย์ประจำนี้  ก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับมหาวิทยาลัยว่า  ได้บรรจุพนักงานมหาวิทยาลัยที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการที่เข้มแข็งต่อยอดได้   เพราะสิ่งที่ตามมาคือ เงินเดือนที่สูงกว่าอาจารย์ที่เริ่มต้นจากการเป็นข้าราชการ (เกือบ 3 เท่า)   รวมทั้งได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่พนักงานพึงมีซึ่งก็จะผูกพันกันไปตลอดจนเกษียณอายุ    เช่น   การหักเงินรายเดือนตามอัตราเงินเดือนที่พนักงานได้รับแล้วมหาวิทยาลัยออกเงินสมทบให้รายเดือนไปจนตลอดอายุการทำงาน    สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล   การประกันอุบัติเหตุ   การตรวจสุขภาพประจำปี   การจัดฝึกอบรมให้พนักงานอย่างสม่ำเสมอ   การสนับสนุนงบประมาณในการไปศึกษาดูงาน / ฝึกอบรม    การให้ทุนวิจัย   การให้ทุนแต่งตำรา/หนังสือ   การให้ทุนทำโครงการต่าง ๆ  เป็นต้น

คำถามที่ 1   ถ้าส่งผลงานขอกำหนดตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ไม่ผ่าน  หรือ ไม่ส่งผลงานล่ะ    มีผลอะไรมั๊ย    

ตอบ   ก็ตอบไม่ยากนะ   ก็ไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ ต้องเซ็นต์สัญญาทำงานรายปีหรือรายกี่ปี่แล้วแต่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ กำหนด พอหมดเวลาก็มาเซ็นต์สัญญาต่อ   และได้เงินเดือนขึ้นไม่เกิน 2 %   ไม่ว่าท่านจะมีตำแหน่งเป็น หัวหน้าภาควิชา รองคณบดี หรืองานบริหารอื่นใดก็ตาม    แต่เค้าก็ไม่แคร์กันหรอกนะ   เพราะตำแหน่งบริหารมีเงินประจำตำแหน่งสูงกว่าตำแหน่งรองศาสตราจารย์เสียอีก เค้าก็ไม่เสียเวลามาเขียนตำรา เขียนหนังสือ ทำวิจัย หรือบริการวิชาการ (ที่มี Impact) หรือทำงานสร้างสรรค์ (ทำงานศิลปะ)  เพื่อขอกำหนดตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์กันหรอก  บางมหาวิทยาลัยก็ให้ลดจาก (ว่าที่) อาจารย์ประจำไปเป็นอาจารย์พิเศษ และหากยังไม่ส่งผลงานเพื่อขอเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือขอไม่ผ่านอีกก็เลิกจ้าง  

คำถามที่  2   เมื่อมีตำแหน่งทางวิชาการระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ตามเงื่อนไขแล้วและได้รับการบรรจุแล้ว  ยังมีเลิกจ้างอีกมั๊ย     

ตอบ   มีสิ    ท่านก็ต้องสร้างสรรค์ผลงานในระดับที่สูงขึ้น คือ รองศาสตราจารย์   โดยให้เวลากี่ปีก็ว่าไป  แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัยอีกนะ    บางกรณี อาจารย์ที่เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์หลายท่านกำลังปั่นงาน  เพื่อส่งขอในระดับที่สูงขึ้น    แต่อาจเนื่องจากมีงานประจำล้นมือก็อาจใช้เวลามากกว่าที่กำหนด     แต่ก็ไม่อาจฝืนระเบียบได้ก็ต้องถูกเลิกจ้าง   ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอื่นบางแห่งก็พร้อมอ้าแขนรับท่าน    เมื่อท่านไปอยู่ที่ใหม่ไม่นาน  งานที่สะสมไว้ก็ครบถ้วนก็สามารถขอผลงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นได้   เป็นอันว่าที่ทำงานใหม่ได้คนเก่งไปตามนั้นเลยนะ    

อย่างไรก็ตาม หลายมหาวิทยาลัยมิได้เข้มงวดในการส่งผลงานขอกำหนดตำแหน่งรองศาสตราจารย์  อาจารย์ที่มีตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ก็อยู่ไปเรื่อย ๆ มีเพดานเงินเดือนตัน แต่ก็มากมายพอเลี้ยงตัว 


 ขอบคุณภาพจาก pixabay

คำถามที่ 3  อาจารย์จะได้รับเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการตลอดไปหรือไม่

ตอบ  บางมหาวิทยาลัยก็ให้เงินประจำตำแหน่งทางวิชาการตลอดไปจนเกษียณอายุ   แต่ก็เอาแน่ไม่ได้เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป เงิื่อนไขก็อาจเปลี่ยนไปก็ได้   

บางมหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดที่เข้มงวด   เมื่ออาจารย์ในสังกัดได้รับตำแหน่งทางวิชาการแล้ว  ก็มีเงินประจำตำแหน่งวิชาการระดับนั้น ๆ ด้วย  ดังนั้น  อาจารย์เหล่านั้นจะมีเงื่อนไขข้อบังคับต่อว่าให้ทำผลงานทางวิชาการอะไรบ้าง  กี่ผลงาน  ภายในกี่ปี  เพื่อรักษาเงินประจำตำแหน่งของท่านไว้ และเพิ่มเงินเดือนให้ตามปกติ  หากทำไม่ได้นอกจากจะให้เงินเดือนไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์แล้ว  ก็ลดเงินประจำตำแหน่งด้วย  เมื่อลดเป็นจำนวนกี่ปีแล้ว  ต่อไปก็งดไม่ให้เงินประจำตำแหน่งไปเลย   เพราะถือว่าท่านมีมาตรฐานทางวิชาการต่ำลง  แต่ยังคงเรียกคำนำหน้าชื่อท่านตามตำแหน่งที่ท่านได้รับแต่งตั้งนั่นแหล่ะ   ความเข้มงวดเหล่านี้ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย    

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...