วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

อ่านก่อนตัดสินใจให้ลูกเรียนศิลปะ

 

อ่านก่อนตัดสินใจให้ลูกเรียนศิลปะ

“พ่อแม่เข้าใจว่าลูกมีแววศิลป์  จะสนับสนุนหรือไม่  อ่านให้จบก่อนนะจ๊ะ”



การศึกษาศิลปะปรากฏอยู่ในทุกระดับชั้นของการศึกษาไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรในประเทศไทยหรือต่างประเทศ   ทุกคนจะได้สัมผัสกับกิจกรรมต่าง ๆ ในวิชาศิลปะตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับปริญญาตรี   การศึกษาศิลปะช่วยเรื่องภาวะสร้างสรรค์ของมนุษย์และส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมของประเทศได้ใน  2  ลักษณะ

1.  ส่งเสริมผู้มีแววศิลป์สูงได้เติบโตตามเอกลักษณ์และบุคลิกภาพและจินตนาการของเขาเอง

2.  ผลิตผู้ที่สามารถชื่นชมงานศิลปะได้  เมื่อมีผู้ผลิตผลงานศิลปะ (โปรดิวเซอร์)   ก็ต้องมีผู้บริโภคงานศิลปะ (คอนซูเมอร์)  ผู้มีรสนิยม  สามารถบริโภคหรือชื่นชมศิลปะทุกแขนงได้ด้วย และอาจเป็นนักสะสมงานศิลปะได้ด้วย  (Art Collector) 

เด็กทุกคนเกิดมามีธรรมชาติของการเรียนรู้  เริ่มจากการหยิบจับสิ่งต่าง ๆ เมื่อกล้ามเนื้อมือแข็งแรงขึ้นก็จะหยิบจับดินสอ ดินสอสี  สีเทียน  เป็นต้น มาขีดเป็นเส้น  เป็นรูปร่างต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่ดูไม่รู้เรื่อง  แต่เมื่อถามเด็กก็จะได้คำตอบเป็นเรื่องราวตามจินตนาการของเขา แม้จะพูดได้ยังไม่ชัดถ้อยชัดคำก็ตาม   คงไม่มีบ้านไหนที่ไม่เคยซื้อหรือหาดินสอ  ดินสอสี สีเทียน มาให้ลูกได้วาดรูป  และไม่มีโรงเรียนอนุบาลไหนที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้เด็ก ๆ ได้ขีดเขียนระบายถ่ายทอดโลกความคิดของเขา  ศิลปะของเด็ก ๆ เหมือนกับการหัดคลาน เดิน วิ่ง ขับถ่าย  มันคือธรรมชาติโดยเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ  ไม่มีแมวตัวไหน สุนัขตัวไหนหยิบดินสอมาขีดเขียนระบายสีแน่ ๆ  หรือสัตว์ในประวัติศาสตร์ที่สูญพันธ์ไปแล้ว  และยังไม่เห็นมีปรากฏในสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ว่ากระทำแบบลูกมนุษย์  อีกทั้งยังไม่มีปรากฏการณ์ของการสร้างหอศิลป์ของสรรพสัตว์วงศ์สกุลใดในโลก     นั่นหมายความว่า    มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถพัฒนาความเข้าใจ  ทักษะ  ทัศนคติที่มีต่อการทำงานศิลปะได้   

เมื่อเติบโตขึ้นมา  การส่อแววแห่งความรักในการขีด ระบาย  เป็นภาพต่าง ๆ ย่อมฉายให้พ่อแม่เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น  พ่อแม่บางคนอาจไม่เข้าใจว่าวัน ๆ ลูกสนใจให้เวลาในการวาดภาพระบายสี  ได้ดินน้ำมันมาก็ปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ  ได้ตัวต่อมามีข้อจำกัดในการต่อเติมเป็นรูปอย่างที่ต้องการ ลูกก็ประดิษฐ์สิ่งที่ต้องการขึ้นมาเอง  ทีละเล็กทีละน้อย  การสั่งสมทักษะเหล่านี้เองคือความสามารถเฉพาะตน  เป็นความถนัดทางศิลปะ  มองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นทั่ว ๆ ไปไม่ได้มอง  แต่ลูกของเรามองเห็นและถ่ายทอดมันออกมาอย่างสร้างสรรค์     นักเรียนบางคนเฝ้ารอชั่วโมงการเรียนศิลปะอย่างใจจดใจจ่อ  จนอาจทำให้ใส่ใจในวิชาอื่น ๆ น้อยลง  เป็นผลให้คะแนนการเรียนโดยรวมไม่ดีนัก  พ่อแม่ย่อมเป็นห่วงลูก  เพราะในระบบการศึกษา  ลูกต้องศึกษาต่อไปและคาดว่าอย่างน้อยก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเพื่อสมัครเข้าทำงาน หรือเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง   ความหวังของพ่อแม่มีน้อยครอบครัวที่จะอยากเห็นลูกเป็นศิลปิน  เพราะไม่รู้ว่าอาชีพพวกนี้จะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้หรือไม่  จะมีความก้าวหน้าทางอาชีพอย่างไร  ความขัดแย้งของความต้องการของลูกที่มีแววทางศิลปะสูงกับความเป็นห่วงของพ่อแม่มักเกิดขึ้นเสมอ   ที่สุดแล้ว  มีเด็กหลายคนไม่ได้เรียนต่อทางศิลปะเพราะความเป็นห่วงของพ่อแม่   แต่ก็มีอีกหลายคนที่ได้เรียนศิลปะที่ตนเองชอบ มีโอกาสทำงานศิลปะเลี้ยงชีพอย่างมีความสุข   และอีกหลายคนที่แม้ไม่ได้เรียนต่อทางสายนี้ สุดท้ายก็มีโอกาสกลับมาศึกษาเพิ่มเติมและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในวัยผู้ใหญ่   แววศิลป์ในตัวมนุษย์จะเป็นเชื้อที่อยู่เฉพาะบุคคล ไม่ได้มีกับทุกคน แม้ทุกคนจะผ่านประสบการณ์จับดินสอขีดบนกระดาษมาก็ตาม 

การเรียนหลาย ๆ วิชาในโรงเรียนทำให้เด็กบางคนได้เห็นความถนัดของตนเองรู้ว่าตนเองชอบสิ่งใด  ไม่ชอบสิ่งใด  กิจกรรมในวิชาใดทำแล้วมีความสุขมากเป็นพิเศษ  กิจกรรมในวิชาใดไม่ถูกจริตเอาเสียเลย    กิจกรรมใดพอจะทำได้ปานกลางไม่ดีไม่เลว  ทุกวิชาเป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้หลากหลาย  จะนำความรู้นั้นมาใช้โดยตรงบ้าง ไม่ได้ใช้โดยตรงบ้าง อย่างน้อยก็ฝึกสมองและเข้าใจในหลากหลายแง่มุมของชีวิต   สำหรับบางครอบครัวที่เห็นแววความถนัดทางศิลปะของลูก   ก็สนับสนุนเกินกว่าเหตุ   เช่น  พาลูกไปเรียนพิเศษตามที่ต่าง ๆ  เพื่อผลักดันให้ลูกเป็นนักล่ารางวัล นักเขียนภาพในแทบทุกเวที  จนหาความเป็นเด็กในภาพหรือในผลงานได้น้อย เพราะมีผู้ใหญ่ชี้นำการสร้างสรรค์   สิ่งนี้เป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะวันเวลาของความเป็นเด็กมีเพียงช่วงเดียว  เมื่อผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย  จะบังคับให้ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นกลับมาอีกไม่ได้   การถูกกดดันจากครอบครัว   เพื่อคาดว่าจะสร้าง Profile ที่ดี มี Portfolio พร้อมที่จะเรียนต่อสายศิลปะ   ลูกอาจจะช็อตความรู้สึก  ความชอบในการเป็นผู้สร้างสรรค์ลดลง ไม่อยากเรียนต่อสายนี้อีกต่อไปก็มีปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย  แต่อย่างน้อย เด็กก็ได้รับการพัฒนาในการเป็นนักบริโภคงานศิลปะที่มีรสนิยมดีถึงดีเลิศ  เข้าใจจัดระเบียบบ้านให้สวยงาม  รู้ว่าศิลปะใดงามอย่างไร  พ่อแม่ควรเข้าใจและไม่บังคับให้ลูกยังคงเดินหน้าต่อในการเรียนปริญญาสายนี้   เพราะการเรียน 4 ถึง 5 ปี ในมหาวิทยาลัยต้องใช้ความมานะ พากเพียร  ความมีวินัยในการฝึกฝนอย่างหนัก  เพื่อเตรียมเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง  หากลูกไม่มีใจเสียแล้วโอกาสที่จะเรียนจนสำเร็จแทบไม่มีเลย  พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้เรียนในหนทางที่พวกเขาชอบมากกว่า  และเมื่อเป็นผู้ใหญ่เขาจะได้เป็นนักสะสมงานศิลปะ  หรือผู้ที่ให้การสนับสนุนศิลปิน  หรือผู้ที่ส่งเสริมทุนสนับสนุนเด็กและเยาวชนของชาติให้ได้เรียนทางสายศิลปะ  สร้างความเจริญวิวัฒนาให้กับแผ่นดินสืบไป  

 

“เชื่อเถอะว่า  ความรักความเอาใจใส่ลูก  รู้จักลูก

เป็นอาหารวิเศษ  เลิศรสที่สุดในชีวิตลูก”

แก้วตาดวงใจของพ่อของแม่  รักนะ จุ๊บ จุ๊บ

 

แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ

TO BE CONTINUE

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ

การเน้น และจุดเด่นในงานศิลปะ   13 มิถุนายน 2564           การเน้น (Emphasis) หมายถึง วิธีการสร้างภาพให้น่าสนใจขึ้นวิธีการหนึ่ง   โดยการส...