อ่านก่อนตัดสินใจให้ลูกเรียนศิลปะ
“พ่อแม่เข้าใจว่าลูกมีแววศิลป์ จะสนับสนุนหรือไม่ อ่านให้จบก่อนนะจ๊ะ”
การศึกษาศิลปะปรากฏอยู่ในทุกระดับชั้นของการศึกษาไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ทุกคนจะได้สัมผัสกับกิจกรรมต่าง ๆ
ในวิชาศิลปะตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับปริญญาตรี
การศึกษาศิลปะช่วยเรื่องภาวะสร้างสรรค์ของมนุษย์และส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมของประเทศได้ใน 2 ลักษณะ
1. ส่งเสริมผู้มีแววศิลป์สูงได้เติบโตตามเอกลักษณ์และบุคลิกภาพและจินตนาการของเขาเอง
2. ผลิตผู้ที่สามารถชื่นชมงานศิลปะได้ เมื่อมีผู้ผลิตผลงานศิลปะ (โปรดิวเซอร์) ก็ต้องมีผู้บริโภคงานศิลปะ (คอนซูเมอร์) ผู้มีรสนิยม
สามารถบริโภคหรือชื่นชมศิลปะทุกแขนงได้ด้วย และอาจเป็นนักสะสมงานศิลปะได้ด้วย (Art Collector)
เด็กทุกคนเกิดมามีธรรมชาติของการเรียนรู้ เริ่มจากการหยิบจับสิ่งต่าง ๆ เมื่อกล้ามเนื้อมือแข็งแรงขึ้นก็จะหยิบจับดินสอ
ดินสอสี สีเทียน เป็นต้น มาขีดเป็นเส้น เป็นรูปร่างต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่ดูไม่รู้เรื่อง
แต่เมื่อถามเด็กก็จะได้คำตอบเป็นเรื่องราวตามจินตนาการของเขา แม้จะพูดได้ยังไม่ชัดถ้อยชัดคำก็ตาม คงไม่มีบ้านไหนที่ไม่เคยซื้อหรือหาดินสอ ดินสอสี สีเทียน มาให้ลูกได้วาดรูป และไม่มีโรงเรียนอนุบาลไหนที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้เด็ก
ๆ ได้ขีดเขียนระบายถ่ายทอดโลกความคิดของเขา
ศิลปะของเด็ก ๆ เหมือนกับการหัดคลาน เดิน วิ่ง ขับถ่าย มันคือธรรมชาติโดยเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น
ๆ ไม่มีแมวตัวไหน สุนัขตัวไหนหยิบดินสอมาขีดเขียนระบายสีแน่
ๆ หรือสัตว์ในประวัติศาสตร์ที่สูญพันธ์ไปแล้ว และยังไม่เห็นมีปรากฏในสารคดีเกี่ยวกับสัตว์ว่ากระทำแบบลูกมนุษย์
อีกทั้งยังไม่มีปรากฏการณ์ของการสร้างหอศิลป์ของสรรพสัตว์วงศ์สกุลใดในโลก นั่นหมายความว่า มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถพัฒนาความเข้าใจ ทักษะ
ทัศนคติที่มีต่อการทำงานศิลปะได้
เมื่อเติบโตขึ้นมา การส่อแววแห่งความรักในการขีด ระบาย เป็นภาพต่าง ๆ ย่อมฉายให้พ่อแม่เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น พ่อแม่บางคนอาจไม่เข้าใจว่าวัน ๆ ลูกสนใจให้เวลาในการวาดภาพระบายสี ได้ดินน้ำมันมาก็ปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ตัวต่อมามีข้อจำกัดในการต่อเติมเป็นรูปอย่างที่ต้องการ ลูกก็ประดิษฐ์สิ่งที่ต้องการขึ้นมาเอง ทีละเล็กทีละน้อย การสั่งสมทักษะเหล่านี้เองคือความสามารถเฉพาะตน เป็นความถนัดทางศิลปะ มองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นทั่ว ๆ ไปไม่ได้มอง แต่ลูกของเรามองเห็นและถ่ายทอดมันออกมาอย่างสร้างสรรค์ นักเรียนบางคนเฝ้ารอชั่วโมงการเรียนศิลปะอย่างใจจดใจจ่อ จนอาจทำให้ใส่ใจในวิชาอื่น ๆ น้อยลง เป็นผลให้คะแนนการเรียนโดยรวมไม่ดีนัก พ่อแม่ย่อมเป็นห่วงลูก เพราะในระบบการศึกษา ลูกต้องศึกษาต่อไปและคาดว่าอย่างน้อยก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเพื่อสมัครเข้าทำงาน หรือเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ความหวังของพ่อแม่มีน้อยครอบครัวที่จะอยากเห็นลูกเป็นศิลปิน เพราะไม่รู้ว่าอาชีพพวกนี้จะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้หรือไม่ จะมีความก้าวหน้าทางอาชีพอย่างไร ความขัดแย้งของความต้องการของลูกที่มีแววทางศิลปะสูงกับความเป็นห่วงของพ่อแม่มักเกิดขึ้นเสมอ ที่สุดแล้ว มีเด็กหลายคนไม่ได้เรียนต่อทางศิลปะเพราะความเป็นห่วงของพ่อแม่ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ได้เรียนศิลปะที่ตนเองชอบ มีโอกาสทำงานศิลปะเลี้ยงชีพอย่างมีความสุข และอีกหลายคนที่แม้ไม่ได้เรียนต่อทางสายนี้ สุดท้ายก็มีโอกาสกลับมาศึกษาเพิ่มเติมและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในวัยผู้ใหญ่ แววศิลป์ในตัวมนุษย์จะเป็นเชื้อที่อยู่เฉพาะบุคคล ไม่ได้มีกับทุกคน แม้ทุกคนจะผ่านประสบการณ์จับดินสอขีดบนกระดาษมาก็ตาม
การเรียนหลาย ๆ
วิชาในโรงเรียนทำให้เด็กบางคนได้เห็นความถนัดของตนเองรู้ว่าตนเองชอบสิ่งใด ไม่ชอบสิ่งใด
กิจกรรมในวิชาใดทำแล้วมีความสุขมากเป็นพิเศษ กิจกรรมในวิชาใดไม่ถูกจริตเอาเสียเลย กิจกรรมใดพอจะทำได้ปานกลางไม่ดีไม่เลว ทุกวิชาเป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้หลากหลาย จะนำความรู้นั้นมาใช้โดยตรงบ้าง ไม่ได้ใช้โดยตรงบ้าง
อย่างน้อยก็ฝึกสมองและเข้าใจในหลากหลายแง่มุมของชีวิต สำหรับบางครอบครัวที่เห็นแววความถนัดทางศิลปะของลูก ก็สนับสนุนเกินกว่าเหตุ เช่น พาลูกไปเรียนพิเศษตามที่ต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้ลูกเป็นนักล่ารางวัล นักเขียนภาพในแทบทุกเวที จนหาความเป็นเด็กในภาพหรือในผลงานได้น้อย เพราะมีผู้ใหญ่ชี้นำการสร้างสรรค์
สิ่งนี้เป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะวันเวลาของความเป็นเด็กมีเพียงช่วงเดียว เมื่อผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย จะบังคับให้ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นกลับมาอีกไม่ได้ การถูกกดดันจากครอบครัว เพื่อคาดว่าจะสร้าง Profile ที่ดี มี Portfolio
พร้อมที่จะเรียนต่อสายศิลปะ ลูกอาจจะช็อตความรู้สึก ความชอบในการเป็นผู้สร้างสรรค์ลดลง
ไม่อยากเรียนต่อสายนี้อีกต่อไปก็มีปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย แต่อย่างน้อย เด็กก็ได้รับการพัฒนาในการเป็นนักบริโภคงานศิลปะที่มีรสนิยมดีถึงดีเลิศ
เข้าใจจัดระเบียบบ้านให้สวยงาม รู้ว่าศิลปะใดงามอย่างไร พ่อแม่ควรเข้าใจและไม่บังคับให้ลูกยังคงเดินหน้าต่อในการเรียนปริญญาสายนี้ เพราะการเรียน 4 ถึง 5 ปี
ในมหาวิทยาลัยต้องใช้ความมานะ พากเพียร ความมีวินัยในการฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อเตรียมเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง หากลูกไม่มีใจเสียแล้วโอกาสที่จะเรียนจนสำเร็จแทบไม่มีเลย พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกได้เรียนในหนทางที่พวกเขาชอบมากกว่า
และเมื่อเป็นผู้ใหญ่เขาจะได้เป็นนักสะสมงานศิลปะ หรือผู้ที่ให้การสนับสนุนศิลปิน หรือผู้ที่ส่งเสริมทุนสนับสนุนเด็กและเยาวชนของชาติให้ได้เรียนทางสายศิลปะ สร้างความเจริญวิวัฒนาให้กับแผ่นดินสืบไป
“เชื่อเถอะว่า ความรักความเอาใจใส่ลูก รู้จักลูก
เป็นอาหารวิเศษ เลิศรสที่สุดในชีวิตลูก”
แก้วตาดวงใจของพ่อของแม่ รักนะ จุ๊บ จุ๊บ
แล้วพบกันในบทความต่อไปนะจ๊ะ
TO BE CONTINUE

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น